ทฤษฎี U
โดย : นพ. วิธาน ฐานะวุฑฒ์ เรียบเรียง : วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ
ใน วงจิตวิวัฒน์ที่ตั้งขึ้น เมื่อปี พ.ศ. 2546 พวกเราสนใจศึกษากันในเรื่องกระบวนการคิดและิวิธีคิด หนึ่งในสมาชิกของเรา คือ คุณ เดวิด สปินแลน ได้นำทฤษฎียูจากหนังสือ Presence : An Explorations of Profound Change in People , Organizations and Society มาพูดถึงตั้งแต่ประมาณ 3 - 4 ปีก่อน หนังสือเล่มนี้ มีคนเขียนด้วยกัน 4 คน Otto Shcharmer , Peter M. Senge , Joshep Jaworski , Betty Sue Flowers
ทฤษฎี ยู มีหลักการอยู่ว่า ในกระบวนการคิดของคนเรา ส่วนใหญ่คิดเร็ว ตัดสินเร็ว เพราะทุกคนต้องการความรวดเร็วในการคิด และมีปฎิกิริยาตอบสนองให้รวดเร็วที่สุด เปรียบเหมือนลาดเส้นจากจุด A ไปยัง จุด B ระยะทางที่เร็วที่สุดและสั้นที่สุดคือการลากเส้นตรงระหว่าง 2 จุด แต่ทฤษฎียูเสนอว่า ความคิดของเรา ควรเดินทางให้มากขึ้น จึงยึดเส้นตรงนี้ลงมา จนกลายเป็นเส้นโค้งตัวยูในที่สุด เพื่อให้เกิดทางเลือก คำตอบ และความเป็นไปได้อื่น ๆ เพิ่มมากขึ้นกว่าการคิดแบบเดิม
เส้นตรงจาก A ไป B คือ นิสัย บุคลิกภาพ และพฤติกรรมส่นใหญ่ในชีวิตประจำวันของเรา ตามปกติแล้วมีประโยชน์ เพราะช่วยให้เราดำรงชีวิตประจำวันไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ถ้าเราต้องการคำตอบ ทางเลือก และความเป็นไปได้อื่น ๆ หรือทำความเข้าใจอะไรที่ลึกซึ้งขึ้น เราต้องเลือกเส้นทางใหม่ในการเดิน
ผม เชื่อว่า ทฤษฎี คือส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของสิ่งที่ผมพยายามค้นหามาตลอด คือเรื่องสุขภาพแบบองค์รวมการพยายามเปลี่ยนแนวคิดเรื่องผู้รักษาไปสู่การ เป็นผู้เยียวยา หรือ From Curer to Healer ในทุกวันนี้ ผมนำทฤษฎีไปเป็นกรอบในการจัดสัมมนาให้กับแพทย์และเจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุข เป็นประจำ
ทฤษฎียู สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ดีกับงานด้านสาธารณสุข จากเดิมแพทย์เพียงแค่รักษาโรค และคนไข้มาหาหมอเพราะต้องการให้หาย ซึ่งนั่นคือการคิดแบบลากเส้นตรงระหว่างจุด A และ B แต่เนื่องจากการรักษาโรคไม่หายขาด ระบบสาธารณสุขของไทย ทั้งหมอ คนไข้และเจ้าหน้าที่ทุกคน ต้องการเปลี่ยนแปลงความคิดและพฤติกรรมที่ลึกซึ้งมากขึ้น
กรณี ตัวอย่างของทฤษฎียูที่ผมชอบนำมากล่าวถึงมากที่สุด คือ กรณีของยายโต้ง ที่จ.เชียงใหม่ พยาบาลท่านหนึ่งซึ่งมาเข้าร่วม Workshop กับผมได้นำมาเล่าให้ฟัง
"ยายโต้งท่านอายุมากแล้ว และเป็นสารพัดโรค เบาหวาน ความดัน อ้วน จิตใจซึมเศร้าเพราะสามีเสียไปแล้ว ชีวิตไม่มีความหมาย อยู่ไปวัน ๆ ผมเผ้ารุงรัง ไม่ดูแลตัวเอง เวลามาหาหมอ ตอนบอกอาการให้หมอฟัง ก็น้ำตาไหลเหมือนหัวใจจะฉีกออก แล้วท่านก็ชอบมาเข้ากลุ่มอบรมสุขภาพเป็นประจำ กลุ่มเบาหวาน กลุ่มความดัน กลุ่มโรคอ้วน ท่านบอกว่า มาเพราะเอ็นดูหมอ มาช่วยนั่งให้น้องประชุมดูเต็ม ๆ กลัวหมอไม่มีคนฟัง
เมื่อพยาบาลลองใช้ ทฤษฎียู โดยการฟังให้มากขึ้น จดอาการให้ตามที่คุณยายเล่า รับฟังเรื่องราวต่าง ๆ อย่างลึกซึ้ง และเริ่ม Sensing กับชีวิตของคุณยาย สักพักหนึ่งน้ำตาพยาบาลหยดแหมะลงมา
คุณรู้ไหมการรักษาครั้งนี้ ได้ช่วยทั้งคุณยายและทั้งคุณพยาบาล บังเอิญว่า พยาบาลท่านนี้กำลังจะเลิกกับสามี แต่เมื่อฟังชีวิตคุณยาย ก็เกิดมุมมองใหม่ต่อสามีตนเอง
วันรุ่งขึ้น ยายโต้งพบว่า ทำไมเช้าวันนี้ทุกอย่างดูสวยงาม ยายเกิดการปิ๊งเแวบขึ้นมา ว่าชีวิตยังมีความหมายกับหลานตัวเล็ก ๆ เกิดภาพหลานขึ้นมาในใจ "ยาย ..ยาย อย่าเพิ่งตายนะ" ยายโต้งเพิ่งรู้ว่า ชีวิตของตนเองมีค่า หลังจากวันนั้น ยายโต้งก็อาการดีขึ้น วิ่งออกกำลังกายเอง เปลี่ยนแปลงตัวเอง ใช้ยาน้อยลง มาหาหมอน้อยลง
นี่ไม่ใช่หรือ ? นี่สุขภาพองค์รวมที่เรากำลังสนใจกัน
คำ ถามหนึ่งซึ่งผมได้ยินจากทุกงานที่ไปบรรยาย คือ "ไม่มีเวลาหรอกครับ อาจารย์ วันหนึ่ง ๆ มีคนไข้เป็นร้อย แค่ตรวจตามปกติก็ไม่ทันแล้ว จะให้มานั่งฟังคนไข้นาน ๆ สัมผัสความรู้สึกของเขา แล้ว Heal เขา เราจะทำได้อย่างไร? "
ตามปกติแล้ว ผมจะไม่ตอบคำถามใด ๆ แต่จะให้ผู้เข้าร่วมฟังช่วยกันหาคำตอบ มีคุณหมอจากจังหวัดขอนแก่น ท่านหนึ่งเป็นผู้ให้คำตอบแก่คำถามนี้ ท่านบอกว่า มีคนไข้เป็นร้อย ๆ ต่อวัน เช่นกัน แต่มีคนไข้บางคนที่ท่านคิดว่า ถ้าเราให้เวลาฟังและคุยกับเขานานขึ้นแค่ 5 นาที เลือกเฉพาะบางรายก่อน แล้วคนไข้คนนั้นจะพึงพอใจมากขึ้นและความถี่ในการกลับมาหาหมอก็ค่อย ๆ ลดลง
ผม เชื่อว่า คนไข้ต้องการบอกอะไรบางอย่างในระดับที่ลึกซึ้ง แต่หมอไม่เคยรับฟัง ไม่เคยเห็น ไม่เคยรู้สึกร่วมกับเรา ถ้ามีหมอสักคนรับฟังอย่างแท้จริง เขาจะรู้สึกว่าได้สิ่งที่เขาต้องการ และจะคิดว่า การเจ็บป่วยนั้นไม่มีความสำคัญ เพราะเขาได้รับการเยียวยาและได้รับการรักษาแล้ว
ถ้าเราลองเลือกคนไข้ สาม คน จากใน 100 คนนั้น และใช้เวลากับเขามากขึ้น การกลับมาหาลดลง ในวันรุ่งขึ้น คนไข้จะเหลือ 97 คน แล้วในระยะยาว คนไข้ก็จะลดลงเองไปเรื่อย ๆ คนไข้อยากจะช่วยหมอเอง จริง ๆ แล้ว คนไข้เกรงใจหมอจะตาย
การมอง เวลาของคนเราในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา ก่อให้เกิดปัญหาขึ้นมากมาย ตั้งแต่ในวิธีคิดของเรา ถ้าเราเปลี่ยนการมองเวลาเสียใหม่ กลับจะยิ่งทำให้เรามีประสิทธิภาพมากขึ้น ถ้าเราบอกว่า เวลามีค่า เราเลยตรวจคนไข้เร็ว ๆ ปุ๊ ๆ ปัญหามันเลยสะสมพอกพูนกันมาแบบนี้ แต่ถ้าเราเสียเวลามานั่งดูแลใกล้ชิด เราเปลี่ยนชีิวิตเขา เขาหาย และเขาก็เปลี่ยนชีวิตเราด้วย
หลักสูตรแพทยศาสตร์ 6 ปี ก็แน่นมาก สิ่งเหล่านี้อาจจะยังไม่สามารถสอดแทรกเข้าไปได้มากนัก ทีมงานเราก็รู้ว่า เรื่องแบบนี้ไม่ต้องรีบร้อน แต่ขอให้เราทำไปเรื่อย ๆ และเชื่อมั่นว่า สิ่งนี้มีความหมาย จะมากหรือน้อยก็ช่าง มันจะค่อย ๆ เกิดกลุ่มพลังเล็ก ๆ ตามโรงพยาบาลต่าง ๆ ทั่วประทเศในตอนนี้ก็มีโรงเรียนแพทย์หลายแห่งสนใจ และเชิญทีมงานของเราไปอบรม นักศึกษาที่กำลังจะจบ
Workshop 4 วัน 3 คืน มีทีมอีก 3 คน คือ คุณหมอวรวุฒิ โฆวัชรกุล ที่สันทราย คุณพัฒนา แสงเรียง ที่จ.แพร่ คุณหมอสกล สิงหะ ที่ จ.ปัตตานี
ตั้งแต่วันแรก เรามีสมุดแจกให้ทุกคนจดไม่ใช่จดสิ่งที่ผมบรรยาย แต่เป็นการจดความคิดของตนเอง เช่น ลองดูว่า ตอนนี้คุณเห็นอะไร บรรยายสิ่งที่คุณเห็นเหมือนกับคุณเป็นผู้สื่อข่าว นี่คือ ขั้นตอน Seeing การสังเกตแบบไม่ต้องบอกว่า มันคือ ทฤษฎียู หลายคนงงมากว่า ทำเพื่ออะไร
หลัง จากนั้น ก็มีการแทรกความรู้เรื่องสมอง 3 ชั้น เข้ามา คือการใช้ Head - Hart - Hand เรื่องความคิด - อารมณ์ความรู้สึก - การลงมือกระทำ และให้ผู้เข้าร่วม Workshop รู้ว่ากระบวนการเหล่านี้มีสื่อสัมพันธ์กันอย่างไร เพราะคนสมัยนี้ไม่ใช้ความรู้สึก เนื่องจากถูกฝึกให้คิดมากกว่าการใช้หัวใจ ซึ่งผมถือว่า นี่คือขั้นตอน Sensing
ในวันสุดท้ายเราจะจบด้วยการบ รรยาย ทฤษฎียู ว่า ทั้งหมดที่ผู้เข้าร่วมได้เดินมานี้ คืออะไร และพวกเขาอยากทำอะไรต่อไป ลองหา Prototyping ของตนเองและลงมือทำเลย
การ มีทฤษฎีที่ชัดเจน ทำให้ทำงานได้ง่ายขึ้น และชัดเจนขึ้น จาการทำงานจัด Workshop แบบนี้มาหลายปี และนำทฤษฎียู มาเป็นกรอบในการจัดหลักสูตร โดยการนำความรู้เรื่องอื่น ๆ มาบูรณาการร่วมกัน ทำให้ผมรู้สึกว่า ชีวิตมีพลังมากขึ้น เพราะชีวิตชัดเจนขึ้นกว่าเมื่อหลายปีก่อน เรารู้ว่า จะทำอะไร งานเราจึงชัดขึ้น ชีวิตส่วนตัวก็ชัดเจนขึ้น
ความชัดเจนว่า เรากำลังจะทำอะไร ดีกับการมีชีวิตอยู่ การที่เรารู้ตัวว่า กำลังทำอะไร และจะทำอะไร มันหล่อเลี้่ยงเรา
คัดลอกจาก นิตยสาร GM ฉบับเดือน เมษายน 2009
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น