วันเสาร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2563

พฤติกรรมมนุษย์ (Human Behaviour)

พฤติกรรมมนุษย์ (Human Behaviour)
พฤติกรรม หมายถึง กิริยาอาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับมนุษย์หรือที่มนุษย์ได้แสดง หรือปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นกับมนุษย์เมื่อได้เผชิญกับสิ่งเร้า พฤติกรรมต่าง ๆ ที่กล่าวมาแล้ว อาจจะจำแนกออกได้เป็น 2 ลักษณะ คือ

1. พฤติกรรมที่ไม่สามารถควบคุมได้เรียกว่า เป็นปฏิกิริยาสะท้อน เช่น การสะดุ้งเมื่อถูกเข็มแทง การกระพริบตา เมื่อมีสิ่งมากระทบกับสายตา

2. พฤติกรรมที่สามารถควบคุมและจัดระเบียบได้ เนื่องจากมนุษย์มีสติปัญญา และอารมณ์ (EMOTION) เมื่อมีสิ่งเร้ามากระทบ สติปัญญาหรือารมณ์ จะเป็นตัวตัดสินว่า ควรจะปล่อยกิริยาใดออกไป

ถ้าสติปัญญาควบคุมการปล่อยกิริยา เราเรียกว่าเป็นการกระทำตามความคิดหรือ ทำด้วยสมอง แต่ถ้าอารมณ์ควบคุมเรียกว่า เป็นการทำตามอารมณ์ หรือปล่อยตามใจ นักจิตวิทยาส่วนใหญ่เชื่อว่า อารมณ์มอิทธิพลหรือพลังมากกว่าสติปัญญา ทั้งนี้เพราะมนุษย์ทุกคนยังมีความโลภ ความโกรธ ความหลง ทำให้พฤติกรรมส่วนใหญ่เป็นไปตามความรู้สึกและอารมณ์เป็นพื้นฐาน

รูปแบบพฤติกรรมของมนุษย์ แบ่งได้เป็น 2 อย่างคือ

1. พฤติกรรมเปิดเผยหรือพฤติกรรมภายนอก (Overt Behavior) เป็นพฤติกรรมที่บุคคลแสดงออกมา ทำให้ผู้อื่นสามารถมองเห็นได้ สังเกตได้ เช่น การเดิน การหัวเราะ การพูด 

2. พฤติกรรมปกปิดหรือพฤติกรรมภายใน (Covert Behavior) เป็นพฤติกรรมที่บุคคลแสดงแล้ว แต่ผู้อื่นไม่สามารถมองเห็นได้ สังเกตได้โดยตรงจนกว่าบุคคลนั้นจะเป็นผู้บอกหรือแสดงบางอย่างเพื่อให้คนอื่นรับรู้ได้ เช่น ความคิด อารมณ์ การรับรู้

ประเภทของพฤติกรรมมนุษย์
นักจิตวิทยาแบ่งพฤติกรรมมนุษย์ออกเป็น 
2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ

1. พฤติกรรมที่มีมาแต่กำเนิด ซึ่งเกิดขึ้นโดยไม่มีการเรียนรู้มาก่อน ได้แก่ ปฏิกิริยาสะท้อนกลับ (REFLECT ACTION) เช่นการกระพริบตา และสัญชาตญาณ (INSTINCT) เช่นความกลัว การเอาตัวรอดเป็นต้น
2. พฤติกรรมที่เกิดจากอิทธิพลของกลุ่ม ได้แก่ พฤติกรรมที่เกิดจากการ ที่บุคคลติดต่อสังสรรค์และมีความสัมพันธ์กับบุคคลอื่นในสังคม


 
ดังนั้น การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของมนุษย์ให้เหมาะสมกับสิ่งแวดล้อมแบ่งออกได้เป็น 4 ลักษณะคือ

1. การปรับเปลี่ยนทางด้านของสรีระร่างกาย เช่น การปรับปรุงบุคลิกภาพ การแต่งกาย การพูด

2. การปรับเปลี่ยนทางด้านอารมณ์และความรู้สึกนึกคิด ให้มีความสัมพันธภาพที่ดีกับบุคคลอื่น ปรับอารมณ์ความรู้สึก ให้สอดคล้องกับบุคคอื่น รู้จักการยอมรับผิด

3. การปรับเปลี่ยนทางด้านสติปัญญา เช่น การศึกษาค้นคว้าเพื่อให้มีความรู้ที่ทันสมัย ทันเหตุการณ์ การมีความคิดเห็นคล้อยตามความคิดเห็นของคนส่วนใหญ่

4. การปรับเปลี่ยนอุดมคติ หมายถึง การสามารถปรับเปลี่ยนหลักการ แนวทางบางส่วนบางตอนเพื่อให้เข้ากับสังคมส่วนใหญ่ได้ โดยพิจารณาจากความจำเป็น และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย เป็นประโยชน์แก่ตนเอง เพื่อสวัสดิภาพของตนเองและของกลุ่ม

การศึกษาเกี่ยวกับการเกิดของพฤติกรรมมนุษย์
มนุษย์ได้พยายามที่จะศึกษาการเกิดพฤติกรรมของมนุษย์ด้วยตนเอง เพื่อประโยชน์ในการที่จะทำให้การอยู่ร่วมกันในสังคมเป็นไปด้วยดี และมีความสุข จึงทำให้เกิดมีความเชื่อหลักการและทฤษฎีต่างๆ เกิดขึ้นอย่างมากมาย จากบรรดาผู้รู้และนักการศึกษาทั้งหลายที่พยายามหาหลักเกณฑ์มาเพื่ออธิบายพฤติกรรมของมนุษย์ ซึ่งสามารถรวบรวมทัศนะต่างๆ เป็นหมวดหมู่ได้
 3 ประเภท

1. พฤติกรรมของมนุษย์เกิดขึ้นจากแรงผลักดันภายในตัวของมนุษย์
2. พฤติกรรมของมนุษย์เกิดขึ้นจากแรงผลักดันของสิ่งแวดล้อม
3. พฤติกรรมของมนุษย์เกิดขึ้นจากทั้งแรงผลักดันภายในตัวมนุษย์ และสิ่งแวดล้อม

1. พฤติกรรมที่เกิดขึ้นจากแรงผลักดันภายในตัวมนุษย์แรงผลักดันที่ทำให้มนุษย์แสดงพฤติกรรมต่างๆ ออกมาก็คือ ความต้องการ ซึ่งความต้องการนี้จะแบ่งออกเป็น 
2. ประเภทใหญ่ๆ คือ ความต้องการทางร่างกาย และความต้องการทางจิตใจ

1.1 ความต้องการทางด้านร่างกาย เป็นแรงผลักดันที่อยู่ในระดับพื้นฐานที่สุด แต่มีพลังอำนาจสูงสุด เพราะเป็นแรงผลักดันที่จะทำให้ชีวิตอยู่รอด มนุษย์จะต่อสู้ดิ้นรนทุกวิถีทางเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่จะมาบำบัดความต้องการทางร่างกาย ทำให้มนุษย์แสดงพฤติกรรมต่างๆ ซึ่งอาจจะเป็นทั้งทางที่ดีที่ถูกต้องหรือทางที่ไม่ถูกต้องก็ได้ความต้องการทางร่างกายที่จะทำให้ชีวิตอยู่รอด ได้แก่ ความต้องการอาหาร น้ำ อากาศ อุณหภูมิที่พอเหมาะ การพักผ่อน การขับถ่าย การสืบพันธุ์ ความปลอดภัยจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆการตอบสนองความต้องการทางร่างกาย อันทำให้มนุษย์แสดงพฤติกรรมออกมานั้น สามารถกระทำได้ 2 ระดับ คือ

1.1.1 กิริยาสะท้อน เป็นการแสดงพฤติกรรมของมนุษย์ที่เป็นไปได้โดยธรรมชาติ เช่น เมื่อร่างกายมีอุณหภูมิสูงกว่าปกติ ร่างกายก็จะขับเหงื่อออกมาเป็นการลดอุณหภูมิให้อยู่ในระดับพอเหมาะ

1.1.2 พฤติกรรมเจตนา เป็นการแสดงพฤติกรรมของมนุษย์ต่อสิ่งเร้าโดยความตั้งใจหรือความพอใจของตนเอง เช่น เมื่อรู้สึกตัวว่าร้อนก็จะไปอาบน้ำ หรือเปิดพัดลม 

1.2 ความต้องการทางจิตใจ เป็นแรงผลักดันที่อยู่ในระดับสูงขึ้นกว่าความต้องการทางร่างกาย แต่มีพลังอำนาจน้อยกว่า เพราะความต้องการทางจิตใจนี้ ไม่ใช่ความต้องการที่เป็นความตายของชีวิต จะเป็นความต้องการที่มาช่วยสร้างเสริมให้ชีวิตมีความสุขความสบายยิ่งขึ้นเท่านั้น
มีนักจิตวิทยาหลายคนได้อธิบายถึงแรงผลักดันภายในร่างกาย อันมีผลทำให้มนุษย์แสดงพฤติกรรมต่างๆ ดังนี้

1. ซิกมันด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud) นักจิตวิทยาชาวออสเตรีย ได้วิเคราะห์จิตมนุษย์ออกเป็นองค์ประกอบ 3 ส่วนคือ อิด (Id) อีโก้ (Ego) และซุปเปอร์อีโก้ (Super Ego) ส่วนทั้งสามนี้ประกอบเป็นโครงสร้างทางจิต (ศรีราชา เจริญพานิช, 2526 : 13)

อิด เป็นสัญชาตญาณในตัวมนุษย์ จะอยู่ในรูปของพลังงานที่คอยผลักดันให้มนุษย์แสดงพฤติกรรมต่างๆ พลังงานนี้มีสองส่วนคือ ส่วนหนึ่งจะผลักดันให้มีชีวิตอยู่รอด เรียกว่า สัญญาณชีวิต และอีกส่วนหนึ่งจะผลักดันให้ชีวิตดับ เรียกว่า สัญญาณความตาย อิดเป็นส่วนของจิตที่คนเราไม่รู้สึก เป็นจิตใต้สำนึก แรงผลักดันนี้จึงมีอยู่โดยที่คนเราไม่รู้สึกตัว เป็นแรงผลักดันไร้สำนึก อิดจะผลักดันให้จิตอีกส่วนหนึ่งซึ่งเป็นส่วนใหญ่และส่วนที่รู้ตัว ที่เรียกว่า อีโก้ กระทำในสิ่งต่างๆ ตามที่อิดต้องการ ทั้งส่วนที่เป็นสัญญาณชีวิต และส่วนที่เป็นสัญญาณความตาย จึงเป็นตัวตอบสนองความต้องการของอิด ส่วนของจิตที่ทำหน้าที่ควบคุมสัญชาตญาณเหล่านี้คือ ซุปเปอร์อีโก้ หรือ มโนธรรมที่มีอยู่ในจิตของแต่ละบุคคล เป็นความรู้สึกผิดชอบชั่วดี เป็นผลเกิดจากการอบรมสั่งสอนของสังคม ทำให้อิดและอีโก้มีพฤติกรรมอยู่ทางที่ถูกที่ควรเป็นที่ยอมรับของสังคม

แรงผลักดันของอิดจะทำให้เกิดความตึงเครียด อีโก้จะต้องพยายามตอบสนองความต้องการของอิดเพื่อลดความตึงเครียด แต่ความต้องการของอิดบางอย่าง อีโก้ก็ไม่อาจทำตามเพราะไปขัดกับมโนธรรมในซุปเปอร์อีโก้ จึงทำให้เกิดความตึงเครียด และความวิตกกังวลใจเกิดขึ้น ความวิตกกังวลนี้จึงเป็นแรงผลักดันพฤติกรรมอีกแรงหนึ่ง เพื่อปกป้องตนเองให้รอดนั้น ความวิตกกังวล อีโก้จึงต้องพัฒนาพฤติกรรมป้องกันที่เรียกว่า “กลไกป้องกัน” ซึ่งเป็นไปโดยไม่รู้สึกตัว ตัวอย่างพฤติกรรมป้องกัน ได้แก่

1. การเก็บกด (Repression) คือการที่อีโก้จะพยายามเก็บความรู้สึกที่เป็นความปรารถนาที่สังคมไม่ยอมรับต่างๆ เช่น ความอิจฉาพ่อแม่ พี่น้องของตนเอง ซึ่งถ้าแสดงออกมาก็จะถูกสั่งตำหนิ

2. การถอดแบบ (Identification) เป็นการยอมรับในสิ่งที่อิดเกิดความอิจฉาและนำเอาพฤติกรรมของสิ่งนั้นมาเป็นแบบแผนในการแสดงพฤติกรรมของตนเอง ซึ่งทำให้ความวิตกกังวลหมดไปได้

3. การยึดแน่น (Fixation) เป็นการยึดแน่นในพฤติกรรมที่ตนต้องการ แต่ไม่ได้รับการตอบสนองตั้งแต่ตอนวัยเด็ก จนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ก็จะแสดงพฤติกรรมต่างๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งตอบสนองความต้องการ

4. การแสดงพฤติกรรมตรงข้าม (Reaction Formation) คือ การแสดงที่ตรงข้ามกับความต้องการของอิดที่ไม่เป็นที่ยอมรับของสังคม เช่น ผู้หญิงอิจฉาแม่ แต่แสดงพฤติกรรมเป็นห่วงหรือเอาอกเอาใจตลอดเวลา

5. การตำหนิผู้อื่น (Projection) เป็นการคิดว่า ผู้อื่นมีลักษณะไม่ดี เพื่อกลบเกลื่อนลักษณะที่มีในตนเอง เพื่อตนเองจะได้เกิดความสบายใจ

6. การถดถอย (Regression) เป็นการแสดงพฤติกรรมที่ถดถอยไปสู่วัยเด็ก

7. พฤติกรรมเบี่ยงเบน (Sublination) เป็นการแสดงพฤติกรรมอย่างอื่นเพื่อทดแทนพฤติกรรมที่ตนต้องการ แต่ไม่สามารถแสดงออกได้ เช่น ความต้องการทางเพศ ความก้าวร้าวก็แสดงออกในรูปการเขียนกลอน การร้องเพลง การทำงานหนัก 

8. การทดแทน (Displacement) คือ การแสดงความปรารถนากับอีกบุคคลหนึ่งหรือสิ่งหนึ่งเพื่อเป็นการทดแทน เช่น ถูกนายจ้างดุด่า ก็ไประบายกับลูกเมียที่บ้าน ขาดแม่ก็อาจจะหลงรักใครเหมือนกับรักแม่ของตน

2. อับราฮัม มาสโลว์ (Abrahum Maslow) เป็นนักจิตวิทยาในกลุ่มมนุษยนิยม (Humanism) ซึ่งนักจิตวิทยากลุ่มนี้ มีความเชื่อว่า มนุษย์มิใช่ทาสของแรงผลักดันต่างๆ เช่น ความหิวกระหายเท่านั้น แต่มนุษย์ยังเกิดมาพร้อมศักยภาพของความเป็นมนุษย์ต่างๆ เช่น ความอยากรู้ ความสร้างสรรค์ และความต้องการที่จะพัฒนาตนเองจนเต็มขีดความสามารถ มาสโลว์ได้เน้นให้เห็นถึงความต้องการให้แต่ละคน ในการพัฒนาศักยภาพของตนให้เป็นจริงขึ้นมามากเป็นพิเศษ เขาเห็นว่า 

มนุษย์เกิดมาพร้อมด้วยความต้องการ 5 อย่าง ซึ่งเรียงตามลำดับความสำคัญมากน้อยก่อนหลังได้ดังนี้

2.1 ความต้องการทางสรีระ หรือร่างกาย ซึ่งเป็นความต้องการขั้นแรกสุด

2.2 ความต้องการสวัสดิภาพ หรือความปลอดภัยทั้งปวง จะเกิดขึ้นเมื่อความต้องการทางสรีระได้รับการตอบสนองแล้ว

2.3 ความต้องการความรัก เป็นความต้องการที่เกิดขึ้นจากการที่บุคคลมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันในรูปแบบต่างๆ เช่น พ่อแม่กับลูก สามีกับภรรยา เพื่อนกับเพื่อน 

2.4 ความต้องการความนิยมนับถือในตนเอง เป็นขั้นที่คนเราต้องการยอมรับ ความพอใจและความภูมิใจในตนเอง

2.5 ความต้องการพัฒนาศักยภาพของตน เป็นความต้องการขั้นสูงสุดของมนุษย์ เนื่องจากมนุษย์สามารถตอบสนองความต้องการในเรื่องปากท้อง ความปลอดภัย ความรักเรื่องศักดิ์ศรีได้อย่างเพียงพอแล้ว จึงมุ่งพัฒนาศักยภาพของตนเองให้เจริญงอกงามมากที่สุด มนุษย์อยากจะศึกษาเพราะอยากรู้อย่างแท้จริงอยากทำเพราะใจรัก 

จากการจัดระเบียบความต้องการของมนุษย์ตามแนวความเชื่อของมาสโลว์ ชี้ให้เห็นว่า ความต้องการทางสรีระยังเป็นความต้องการขั้นพื้นฐานที่สุดของมนุษย์ และเมื่อความต้องการในขั้นนี้ได้รับการตอบสนองแล้ว ก็จะเกิดความต้องการในระดับสูงต่อไปอีกเรื่อยๆ

3. ความเชื่อในพระพุทธศาสนา เชื่อว่า แรงผลักดันพฤติกรรมของมนุษย์อันเป็นผลมาจากแรงผลักดันในตัวมนุษย์นั้น คือ ความอยากซึ่งเรียกว่า ตัณหา ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 3 อย่าง คือ

3.1 กามตัณหา คือ ความอยากในสิ่งที่น่าใคร่ น่าปรารถนา น่าพอใจ ในรูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัส

3.2 ภวตัณหา คือ ความอยากจะเป็นในสิ่งต่างๆ เช่น เป็นเศรษฐีของประเทศ

3.3 วิภวตัณหา คือ ความอยากพ้นจากสิ่งที่ไม่พึงปรารถนาต่างๆ

จากตัณหาทั้ง 3 อย่างนี้ จะทำให้มนุษย์เกิดความยึดมั่นในความอยากเหล่านั้น และความอยากก็จะเป็นตัวผลักดันให้มนุษย์กระทำทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่จะสนองความอยากเหล่านั้น หรือเพื่อให้ความอยากเหล่านั้นบรรลุความมุ่งหวังที่ตั้งเอาไว้

2. พฤติกรรมที่เกิดขึ้นจากแรงผลักดันของสิ่งแวดล้อม  อริสโตเติล (Aristotle) เป็นผู้ที่เริ่มประกาศความเชื่อนี้ ต่อมาความคิดเช่นนี้กลับมามีอิทธิพลอีกในยุคของจอห์น ลอคค์ (John Locke) เบิร์คลีย์ (Berkley) และอีกหลายคนซึ่งเชื่อว่าประสบการณ์ของมนุษย์เป็นสิ่งที่ทำให้คนเราเกิดการเรียนรู้ที่จะกระทำพฤติกรรมเมื่อเกิดมานั้น มนุษย์มิได้มีความรู้ติดตัวมาแต่อย่างใด ล้วนแล้วแต่ต้องเรียนรู้ภายหลัง จากเกิดมาแล้วทั้งสิ้น ต่อเมื่อมีประสบการณ์แล้วจึงจะเรียนรู้ และจดจำประสบการณ์นั้นเอาไว้เพื่อเป็นแนวทางสำหรับการแสดงพฤติกรรมในอนาคตต่อไป (สิทธิโชค วรานุสันติกุล, 2528 : 2)

สกินเนอร์ (Skinner) เป็นนักจิตวิทยาพฤติกรรมนิยม เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการเป็นผู้นำแนวคิดนี้ชี้ให้เห็นว่า พฤติกรรมมนุษย์ถูกควบคุมโดยเงื่อนไขแห่งการเสริมแรง และเงื่อนไขแห่งการลงโทษ และด้วยเหตุนี้เองมนุษย์จึงไม่มีเสรีภาพแต่ประการใด สกินเนอร์ชี้ให้เห็นว่าผลการกระทำของคนเรามีอยู่ 2 ประการคือ ผลการกระทำที่ทำให้พอใจ ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นแรงเสริมให้แก่การกระทำนี้มีต่อไป (เงื่อนไขแห่งการเสริมแรง) และผลการกระทำที่ทำให้ไม่พอใจ ซึ่งจะเป็นตัวการที่ทำให้คนเราหยุดพฤติกรรมหรือการกระทำอันจะนำมาซึ่งผลการกระทำเช่นนี้ในอนาคต (เงื่อนไขแห่งการลงโทษ)

พฤติกรรมที่ยังผลให้เกิดความพอใจ เช่น พฤติกรรมที่ทำแล้วได้รับคำชมเชย ได้ตำแหน่ง ได้เงิน ได้รับการยกย่อง ฯลฯ ก็จะมีโอกาสสูงมากที่จะเกิดขึ้นอีกในอนาคตในขณะที่พฤติกรรมที่ยังผลให้เกิดความไม่พอใจ เช่น ทำแล้วถูกตำหนิ เสียตำแหน่ง เสียเงิน ถูกทำร้าย ถูกดูหมิ่นเหยียดหยาม ฯลฯ ก็จะหยุดไป ดังนั้น พฤติกรมของคนเราจึงถูกควบคุมโดยเงื่อนไขของผลการกระทำทั้ง 2 ประการ ดังกล่าว

3. พฤติกรรมที่เกิดขึ้นจากทั้งแรงผลักดันภายในตัวของมนุษย์และสิ่งแวดล้อม
อัลเบิร์ต แบนดูรา (Aibert Bandura) นักจิตวิทยาที่มีชื่อเสียงมากในปัจจุบัน ได้ให้ความสำคัญแก่ ลักษณะภายในตัวมนุษย์และสิ่งแวดล้อมว่า เป็นตัวก่อให้เกิดพฤติกรรม เขาอธิบายว่าพฤติกรรมมนุษย์ องค์ประกอบภายในตัวมนุษย์และสิ่งแวดล้อมต่างก็มีอิทธิพลต่อกันและกัน ในลักษณะที่แต่ละองค์ประกอบต้องสัมพันธ์กันอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน 
หมายความว่า ในบางครั้งสิ่งแวดล้อมอาจจะมีส่วนในการทำให้เกิดพฤติกรรมได้มากกว่าองค์ประกอบภายในตัวบุคคล ส่วนในเวลาอื่นองค์ประกอบภายในตัวบุคคลก็อาจจะมีอิทธิพลต่อการแสดงพฤติกรรมของมนุษย์มากกว่าสิ่งแวดล้อม จะเห็นได้ว่าความสัมพันธ์เช่นนี้อยู่ในลักษณะพึ่งพาอาศัยกัน เป็นกระบวนการที่ทั้งสองฝ่ายต่างก็มีอิทธิพลต่อกันและกัน และทั้งคู่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของมนุษย์ ในขณะเดียวกันพฤติกรรมมนุษย์ ก็มีอิทธิพลต่อทั้งสองสิ่งด้วยเหมือนกัน ซึ่งแบนดูราได้แสดงดังนี้

 

พฤติกรรมมนุษย์ตามแนวจิตวิทยา
นักจิตวิทยาเชื่อว่าพฤติกรรมมนุษย์ส่วนใหญ่จะประพฤติปฏิบัติตามแบบแผนของกฏระเบียบหรือวิธีการ ที่มีอยู่ในสังคม รวมทั้งวัฒนธรรมที่มีอยู่ในสังคมนั้น ๆ ซึ่งมนุษย์ย่อมเข้าใจในสถานภาพ และบทบาทตามที่กลุ่มสังคมคาดหวังดังนั้นพฤติกรรมมนุษย์ อาจจะเกิดขึ้นได้ในรูปแบบต่าง ๆ ดังนี้

1. การติดต่อสื่อสาร (COMMUNICATION)
2. การขัดแย้ง (CONFLICT)
3. การแข่งขัน (COMPETITION)
4. การประนีประนอมผลประโยชน์ที่ขัดแย้งกัน (ACCOMODATION)
5. การผสมผสานกลมกลืนเข้าหากัน (ASSIMILATION)
6. การร่วมมือสนับสนุนซึ่งกันและกัน (COOPERATION)

พฤติกรรมมนุษย์ตามแนวนักสังคมวิทยา
นักสังคมวิทยา เชื่อว่าพฤติกรรมมนุษย์ขึ้นอยู่กับอิทธิพลของสิ่งแวดล้อมหรือสภาวะภายนอกทั้งปวง (ETERNAL CONDITIONS) ที่อยู่รอบตัวของมนุษย์ ทั้งสิ่งที่มีรูปร่างและไม่มีรูปร่างตลอดจนพลังงานต่าง ๆ ที่จับต้อง รวมทั้งสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ และสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น ได้แก่ อากาศ แสงแดด ความร้อน ความเย็น แร่ธาตุ กระแสไฟฟ้า เครื่องมือสื่อสาร เป้นต้น สิ่งต่าง ๆ

เหล่านี้ถือว่าเป็นสิ่งแวดล้อมที่มีอิทธิพลเหนือมนุษย์ทั้งในแง่ที่อำนวยให้เกิดผลดี และผลร้าย โดยที่มนุษย์ไม่มีทางหลีกหนี เราอาจจะแบ่งประเภทของสิ่งแวดล้อม ออกเป็น 3 ประการใหญ่ ๆ คือ
1. สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ
2. สิ่งแวดล้อมทางสังคม
3. สิ่งแวดล้อมทางครอบครัว

อิทธิพลของสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ เหล่านี้ ทำให้มนุษย์มีพฤติกรรมที่จะหาทางต่อสู้และเอาชนะทำให้เกิดวัฒนธรรม รูปแบบต่าง ๆ ขึ้น เช่น การคิดประดิษฐ์สิ่งต่าง ๆ การเพาะปลูก การสร้างถนนหนทาง การสร้างเครื่องมือสื่อสาร เป็นต้น

พฤติกรรมมนุษย์ทางวิทยาศาสตร์
การใช้หลักวิทยาศาสตร์ในการวิเคราะห์พฤติกรรมมนุษย์ จำแนกได้ดังนี้

1. ความสมบูรณ์ หรือความปกติของสมอง จะมีส่วนสำคัญต่อพฤติกรรมมนุษย์ในด้านความรู้สึกนึกคิด ตลอดจนด้านจิตใจ หากสมองผิดปกติย่อมมีผลให้ พฤติกรรมของบุคคลเปลี่ยนแปลงไปด้วยการผิดปกติของสมอง อาจเนื่องมาจากโรคหลายอย่าง เช่น ไข้มาเลเรียขึ้นสมอง สมองได้รับความกระทบกระเทือน หรือเนื้องอกในสมอง 

2. ความพิการทางร่างกาย หรือเจ็บป่วยเรื้อรัง
3. โรคจิตและ โรคประสาท

นอกจากนี้ยังมีส่วนของสมองที่เรียกว่า ต่อมไร้ท่อ (DUCTLESS GLAND) ต่อมเหล่านี้มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของมนุษย์มาก อาจกล่าวโดยย่อ ๆ ถึงความสำคัญได้ดังนี้

1. ต่อมไทรอยด์ (THYROID GLAND) ต่อมนี้มี 2 ต่อม ติดอยู่ข้างหลอดลมข้างละต่อม ถ้าชำรุดสติปัญญาของคนจะเสื่อมถอย มีอาการซึมเซาเหงาหงอย ฯลฯ
2. ต่อมพาราไทรอยด์ (PARATYROID GLAND) ต่อมนี้อยู่เหนือต่อมไทรอยด์ ถ้าต่อมนี้มีฮอร์โมนน้อยเกินไป คนจะเป็นโรคตื่นเต้นง่าย โกรธง่าย มีจิตใจหดหู่อยู่เสมอ
3. ต่อมพิทูอิทารี่ (PITUITARY GLAND) ต่อมนี้ฝังอยู่กลางศรีษะ ถ้าต่อมทำงานไม่ปกติจะเป็นคนแคระแกร็น จะขาดความเจริญทางเพศ
4. ต่อมแอดรีนาล (ADRENAL GLAND) อยู่บนไตทั้งสองข้าง ถ้าต่อมนี้มีฮอร์โมนมากเกินไปความเจริญทางเพศจะรวดเร็วผิดปกติ
5. ต่อมทางเพศ (SEX GLAND) ต่อมนี้มีหน้าที่เกี่ยวกับการสืบพันธุ์หากต่อมนี้ผิดปกติก็จะทำให้อาการทางเพศผิดปกติด้วย

ลักษณะความแตกต่างของพฤติกรรมมนุษย์
ความแตกต่างดังกล่าวอาจแบ่งเป็นหัวข้อใหญ่ ๆ ได้ดังนี้

1. ความแตกต่างทางอารมณ์ (EMOTION)
2. ความแตกต่างทางความถนัด (APTITUDE)
3. ความแตกต่างของความประพฤติ (BEHAVIOUR)
4. ความแตกต่างของความสามารถ (ABILITY)
5. ความแตกต่างของทัศนคติ (ATTITUDE)
6. ความแตกต่างของความต้องการ (NEEDS)
7. ความแตกต่างของรสนิยม (TESTS)
8. ความแตกต่างทางสังคม (SOCAIL)
9. ความแตกต่างของลักษณะนิสัย (HABIT)

ความแตกต่างเหล่านี้ทำให้บุคคลมีลักษณะเฉพาะของตนเองซึ่งเรียกว่า เป็นความแตกต่างระหว่างบุคคล (INDIVIDUAL DIFFERENCES) นักจิตวิทยายอมรับว่า ทุกคนย่อมมีความแตกต่างกันแม้แต่ฝาแฝดก็ไม่เหมือนกัน สิ่งสำคัญที่ทำให้บุคคลแตกต่างกัน คือ พันธุกรรม และสิ่งแวดล้อม

การพัฒนาพฤติกรรมของมนุษย์
การพัฒนาพฤติกรรมมนุษย์ขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญด้านต่าง ๆ 6 ประการ คือ

1. การเรียนรู้ (LEARNING)
2. ค่านิยม (VALUE)
3. บรรทัดฐานของสังคม (NORMS)
4. ทัศนคติ (ATTITUDE)
5. ความเชื่อ (BELIEF)
6. การปฏิสัมพันธ์ทางสังคม (SOCIAL INTERSACTION)

การศึกษาพฤติกรรมทางสังคมของมนุษย์
พฤติกรรม (BEHAVIOUR) ในความหมายทางจิตวิทยาสังคม ย่อมหมายรวมทั้งพฤติกรรมภายใน (COVERT BEHAVIOUR) และพฤติกรรมภายนอก (OVERT BEHAVIOUR) ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว สิ่งที่เป็นตัวกระตุ้นให้มนุษย์กระทำพฤติกรรมต่าง ๆ หรือแม้แต่ตัวมนุษย์เอง ก็เป็นตัวกระตุ้นทางสังคมได้ทั้งสิ้น

การศึกษาพฤติกรรมของมนุษย์ นักจิตวิทยาสังคม มองสังคมมนุษย์ ทั่วไปประกอบขึ้นด้วยตัวบุคคล จึงใช้ตัวบุคคลเป็นหน่วยวิเคราะห์หลักในการศึกษาถึง ลักษณะพฤติกรรมของบุคคลในรูปของกลุ่ม

ฉะนั้นจึงสรุปได้ว่า หัวใจสำคัญของการศึกษาทางจิตวิทยาสังคมมี 2 ประการคือ

1. ตับบุคคลและภาวะจิตของเขาที่นำเข้ามาในสถานการณ์ที่จะเกิดมีพฤติกรรมขึ้น
2. "กระบวนการอิทธพลทางสังคม" ซึ่งมาจากสิ่งแวดล้อมที่จะมีอิทธิพล ต่อพฤติกรรมสังคมของบุคคล

พฤติกรรมของบุคคล
พฤติกรรมของคนเราแสดงออกมามากมายหลายลักษณะ ในการศึกษาพฤติกรรมของบุคคลจะต้องนำพฤติกรรมมาจัดหมวดหมู่ เพื่อให้เป็นการง่ายต่อการแยกแยะ และสะดวกต่อการศึกษาหมวดหมู่ของพฤติกรรม เช่น พฤติกรรมก้าวร้าว พฤติกรรมการเรียนรู้ พฤติกรรมแรงจูงใจ ฯลฯ ในการศึกษา พฤติกรรมกลุ่มคน ก็จำเป็นต้องจัดหมวดหมู่ของพฤติกรรมกลุ่มคนเช่นเดียวกัน

พฤติกรรมของบุคคลอยู่ภายใต้อิทธิพลของสังคม อิทธิพลของสังคมอาจจัดอยู่ในรูปต่อไปนี้

1. SANTION หรือการบังคับเพื่อให้คนทำหน้าที่ หรือแสดงพฤติกรรม ตามที่สังคมกำหนดการ SANTION มีทั้งการลงโทษ การให้รางวัล
2. NORMS หรือบรรทัดฐาน เช่น ขนบธรรมเนียม จารีตประเพณี และกฏหมาย
3. VALUE OREINTATION แนวอบรมทางคุณค่า ซึ่งจะกำหนดมา

จากฐานของการแสดงออกได้แก่สาระข้อเท็จจริง ความพอใจต่าง ๆ พฤติกรรมของบุคคลเป็นระบบการกระทำของมนุษย์ (ACTION SYSTEM) ถ้าจะวิเคราะห์ ACTION SYSTEM อาจจะจำแนกตัวแปร ออกเป็น 5 ระดับ คือ

1. วัฒนธรรม
2. สังคม
3. บุคลิกภาพ
4. ชีวภาพ
5. กายภาพ

ทฤษฏีพัฒนาการทางจริยธรรมของโคลเบอร์กโคลเบอร์ก เจ้าของทฤษฏีได้สนใจในการพัฒนาการทางจริยธรรมของเพียเจท์ โดยทำการศึกษาวิจัย ทั้งวัยเด็ก และผู้ใหญ่ และได้ขยายขั้นตอนการพัฒนาออกเป็น 6 ขั้นตอนด้วยกันคือ

1. เริ่มตั้งแต่เด็กแรกเกิดจนถึง 7 ขวบ ขั้นนี้จัดอยู่ในขั้นที่เชื่อฟัง หรือยอมรับปฏิบัติตามคำสั่งของผู้ที่มีอิทธิพลเหนือกว่า การเลือกปฏิบัติจะเลือก ในสิ่งที่เกิดประโยชน์แก่ตน หลีกเลี่ยงการถูกลงโทษ เพราะคิดว่าการลงโทษเป็นสิ่งที่ใช้ตัดสินว่าสิ่งใดดีสิ่งใดไม่ดี
2.. ขั้นหลักการแสวงหารางวัล เริ่มตั้งแต่อายุ 7 - 10 ปีขั้นนี้เด็กจะให้ ความสำคัญกับการได้รับรางวัล และคำชมเชยมากกว่าการถูกลงโทษ
3. ขั้นหลักกระทำตามเพื่อน เริ่มตั้งแต่อายุ 10 - 13 ปีขั้นนี้เป็นขั้นย่างเข้าสู่วัยรุ่น ดังนั้นกลุ่มเพื่อนเริ่มมอิทธิพล เด็กจะกระทำตามการยอมรับของกลุ่มเพื่อน มากกว่าจะกระทำตามความคิดของตนเอง
4. ขั้นหลักกระทำตามหน้าที่เริ่มตั้งแต่อายุ 13 - 16 ปี ขั้นนี้เป็นขั้นที่ปฏิบัติ โดยมุ่งหมายที่จะกระทำตามหน้าที่ ตามระเบียบที่กำหนดเอาไว้ ไม่ใช่เพราะต้องการรางวัล หรือกลัวถูกลงโทษ
5. ขั้นนี้เป็นขั้นบุคคลอื่น ไม่ก้าวก่ายในเรื่องของคนอื่น ยึดมั่นในสัจวาจา กระทำโดยเห็นประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน
6. คนไทยไว้วางใจครูมาก เมื่อเขาส่งลูกหลานเขามาโรงเรียนเขารู้ว่าลูกหลานของเขาปลอดภัย เขามอบความไว้วางใจให้ครูเต็มที่ โดยที่เขาไม่ระแวง สงสัยว่า ครูนั่นแหละ จะเป็นผู้ลอบทำร้ายลูกหลานของเขาเสียเองเพราะเหตุอะไร ? เพราะไม่ว่าจะเป็นเด็กเล็กเด็กโต เขาต่างมี ชีวิตจิตใจ เติบโต เคลื่อนไหวแสดงออกร่าเริงแจ่มใสช่างคิด บางครั้งจะเจ็บป่วย ขมขื่น อดอยาก หิวโหย แต่เขาก็ไม่ใช่หุ่นยนต์ที่ครูจะป้อน ข้อมูลลงไปวันแล้ววันเล่า โดยลืมนึกถึงจิตใจของเด็ก

16 - 08-2020

ศักยภาพของสมองระหว่างผู้หญิงกับผู้ชาย

ศักยภาพของสมองระหว่างผู้หญิงกับผู้ชาย

 
ธรรมชาติได้ออกแบบชีวิตมนุษย์เพศ ชายและเพศหญิงให้แตกต่างกัน มิใช่แค่เพียงรูปลักษณ์ของร่าง กายเท่านั้น หากยังแตกต่างในทางความคิด และพฤติกรรมการแสดงออก(behavior) เพศชายมักมีแนวโน้มการแสดงออกไปในทางที่ก้าวร้าว ชอบเล่นซุกซน ผาดโผน และชอบการต่อสู้ ซึ่งมีความรุนแรงมากกว่าเพศหญิง จึงไม่แปลกใจที่พบว่าอาชญากรที่ก่อปัญหาความรุนแรงในสังคมนั้นส่วน ใหญ่เป็นเพศชาย ด้วยเหตุที่เพศหญิงมีสรีระที่บอบบางกว่าผู้ชาย อีกทั้งมีอุปนิสัยที่อ่อนโยน นุ่มนวล จึงเหมาะต่อการทำหน้าที่เป็นแม่บ้าน ดูแลปรนนิบัติสามีและลูก ขณะที่ผู้ชาย ซึ่งมีเรือนร่างกำยำ สูงและแข็งแรงกว่า จึงมีบทบาททางสังคมที่แตกต่างกับผู้หญิง โดยเหมาะที่จะผู้นำหาเลี้ยงครอบครัว แม้ว่าปัจจุบันเพศหญิงจะ ประกอบอาชีพหาเลี้ยงตัวเองมากขึ้น ประกอบกับสังคมให้การยอมรับว่าเพศหญิงและเพศชายมีศักยภาพไม่แตกต่างกัน แต่ก็พบว่าอาชีพบางอาชีพก็มีข้อจำกัดทางเพศเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น อาชีพการเป็นทหาร ตำรวจ ยามรักษาความปลอดภัย นักบิน และวิศวกร เพศ ชายมักได้รับการคัดเลือกมากกว่าเพศหญิง ในขณะที่อาชีพพยาบาล ครู คนเลี้ยงดูเด็ก เพศหญิงมักได้รับการคัดเลือกมากกว่าเพศชาย

ความแตกต่างระหว่างผู้หญิงกับผู้ชาย
การที่ผู้ชายและผู้หญิงมีความแตก ต่างกัน ทั้งด้านสรีระร่างกาย ความคิดและพฤติกรรมการแสดงออก เป็นผลจากฮอร์โมนเพศ ในช่วงต้นของชีวิต (ทั้งก่อนคลอดและหลังคลอด) โดยทารกเพศชายจะเพิ่มระดับการสร้างฮอร์โมน testosterone มากขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่ 8-24 ก่อนคลอด และในช่วงสัปดาห์ที่ 2-26 ภายหลังคลอด ซึ่งมีผลทำให้ผู้ชายและผู้หญิงมีพฤติกรรมการแสดงออกที่แตกต่างกัน พฤติกรรมการแสดงออกระหว่างเด็กผู้ชาย และเด็กผู้หญิงจะเริ่มแตก ต่างกันเข้าสู่เดือนที่ 12 เด็กผู้ชายจะมีความก้าวร้าว ซุกซน ชอบของเล่นที่เคลื่อนไหวได้ เช่น รถ เครื่องบิน ปืน ชอบการต่อสู้และการปะทะกัน ซึ่งมีความรุนแรงมากกว่าเด็กผู้หญิง เด็กผู้หญิงจะชอบมองพฤติกรรมของแม่ ชอบเล่นตุ๊กตา ประมาณ 80-90% เด็กจะ ชอบเล่นกับเพื่อนที่เป็นเพศเดียวกัน ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้เป็นพฤติกรรมที่ถูกกำหนดมาตั้งแต่กำเนิด

เมื่อ พิจารณาถึงโครงสร้างของสมองระหว่างผู้ชายและผู้หญิง จะพบว่า มีความแตกต่างกัน ซึ่งเป็นผลมาจากฮอร์โมนเพศในช่วงตอนต้นของชีวิต สมองของคนเราแบ่งออกเป็น 2 ซีก สมองแต่ละ ซีกจะควบคุมการทำงานของร่างกายฝั่งตรงกันข้าม เช่น สมองซีกซ้ายจะควบคุมร่างกายด้านขวา ส่วนสมองซีกขวาจะควบคุม ร่างกายด้านซ้าย สมองทั้ง 2 ซีกจะมีขนาดไม่เท่ากันหรือมีความอสมมาตร ธรรมชาติสร้างให้สมองซีกซ้ายมักเด่นกว่าซีกขวา ดังนั้นคนส่วนใหญ่จึงถนัดในการใช้มือขวามากกว่ามือซ้าย แต่ก็มีส่วนน้อยที่ถนัดมือซ้าย มากกว่ามือขวา โดยมากพบในเพศชายมากกว่าเพศ สมอง ของผู้ชายจะมีขนาดโต น้ำหนักมาก และอสมมาตรมากกว่าสมองของผู้หญิง ขณะที่สมองของผู้หญิงจะมีเซลล์ประสาทมากกว่าเพศชาย และถ้าหากสมองซีกใดซีกหนึ่งมีความเสียหาย ผู้ชายจะได้รับผลกระทบมากกว่าเพศหญิง


 
ตัวอย่าง ความแตกต่างของโครงสร้างและพัฒนาการสมองระหว่างผู้ชายและผู้หญิง ได้แก่

พัฒนาการของสมอง 2 ซีก พบว่า ทารกเพศชาย สมองซีกขวาจะมีพัฒนาการก่อนสมองซีกซ้าย ซึ่งแตกต่างจากทารกเพศหญิงที่สมองซีกซ้าย จะมีพัฒนาการก่อนสมองซีกขวา

สมองซีกซ้ายเป็นสมองที่เกี่ยวข้องกับการรับรู้ ความเข้าใจภาษา การพูด ส่วนสมองซีกขวาเกี่ยวข้องกับตำแหน่ง สถานที่และทิศทาง ด้วยเหตุนี่เองผู้ชาย จึงมีความสามารถในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทิศทาง ระยะทาง ขนาดรูปร่าง และตำแหน่งมากกว่าผู้หญิง

ผู้ชายจะสามารถหมุนมโนภาพจากภาพที่เห็นให้เป็น 3 มิติได้ ส่วนผู้หญิงจะมองเห็นภาพในมุมมองที่กว้างกว่า สามารถจดจำและเก็บรายละเอียด ของภาพได้ดีกว่า จึงสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ได้ดีกว่าผู้ชาย

ผู้ชายจะมี Hypothalamus ส่วนหน้าใหญ่กว่าผู้หญิง เนื่องจากสมองส่วนนี้จะเชื่อมอยู่กับต่อมพิทูอิทารี ซึ่งเป็นต่อมที่ควบคุมการหลั่งฮอร์โมนหลายชนิด ในร่างกาย ทำให้เพศชายและเพศหญิงมีสรีระร่างกายแตกต่างกัน สำหรับเพศชายที่มีจิตใจคล้ายผู้หญิง จะพบว่าสมองส่วนนี้จะมีขนาดเล็กกว่า สมองของผู้ชายปกติ

ผู้หญิงจะมีสมอง ส่วนหน้า (frontal lobe) ซึ่งเกี่ยวข้องกับความคิด ที่มีความจุมากกว่าผู้ชาย และผู้หญิงมักใช้สมองส่วนนี้กระตุ้นระบบ limbic ซึ่งเป็นสมองซึ่งทำ งานเกี่ยวข้องกับอารมณ์ ขณะที่ผู้ชายมักใช้ก้านสมอง (brain stem) ซึ่งเป็นสมองเพื่อความอยู่รอด กระตุ้นระบบ limbic

นอกจากนี้ที่บริเวณเปลือกสมองของ ผู้หญิงจะมีเซลล์ประสาทมากกว่าผู้ชาย ทำให้ผู้หญิงเป็นคนช่างคิด และ มักจะใช้อารมณ์ในการตัดสินใจมากกว่าผู้ชาย ด้วยเหตุนี้จึงพบว่า สมองของผู้หญิงจะใช้พลังงานกลูโคสสูงกว่าผู้ชาย

ผู้หญิงจะมีสมอง Temporal lobe ค่อนข้างใหญ่กว่า ผู้ชาย ผู้หญิงจึงมีทักษะการฟัง ความเข้าใจภาษา รวมถึงการพูดดีกว่าผู้ชาย

ผู้หญิงจะมีสมอง Hippocampus ซึ่งทำหน้าที่เก็บความจำต่อเหตุการณ์ ที่มีขนาดใหญ่กว่าผู้ชาย ดังนั้น ผู้หญิงจึงจดจำเรื่องราวต่างๆ ได้มากกว่าและสามารถระลึกถึง เหตุการณ์เก่าๆ ที่สะเทือนจิตใจได้ดีกว่าผู้ชาย โดยผู้ชายมักจะเก็บความทรงจำในภาพรวมหรือเหตุการณ์สำคัญๆ ในขณะที่ผู้หญิงมักจะจดจำรายละเอียดของเหตุการณ์และอารมณ์ความ รู้สึกในขณะนั้น


 
ผู้ชายจะมีสมองพูข้าง (parietal lobe) และ amygdala ซึ่งเป็นสมองส่วนที่ตอบสนองต่อความกลัว ที่มีขนาดใหญ่กว่าผู้หญิง ผู้ชายจึงใช้สมองซีกขวากระตุ้นทางส่วนขวาของ amygdala ขณะที่ผู้หญิงจะใช้สมองซีกซ้ายกระตุ้นทางส่วนซ้ายของ amygdala ผู้ชายจะแก้ปัญหา เฉพาะหน้าหรือความเครียดในช่วงสั้นๆ ได้ดีกว่าผู้หญิง เนื่องจากเส้นใยประสาทรับความรู้สึกสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้ แต่ในผู้หญิงเส้นใยประสาทกลับลดประสิทธิภาพลง

ในภาวะปกติ สมองผู้หญิงจะหลั่ง serotonin มากกว่าผู้ชาย serotonin เป็นสารที่ช่วยในการควบคุมอารมณ์ ยับยั้งความก้าวร้าว ดังนั้นในภาวะปกติผู้ชาย จึงใจร้อนและหงุดหงิดได้ง่ายกว่าผู้หญิง แต่ในภาวะเครียด สมองผู้หญิงจะหลั่ง serotonin ลดลง ในขณะที่สมองผู้ชายไม่มีการลดลง จึงทำให้ ภาวะเครียด ผู้หญิง มักควบคุมอารมณ์ไม่ค่อยได้ ใจร้อน และวิตกกังวลง่ายกว่าผู้ชาย

เมื่อต้องเผชิญ ความเครียดระยะยาว พบว่า เซลล์ประสาทที่ hippocampus ในสมองผู้ชายจะถูกทำลาย แต่ลักษณะเช่นนี้จะไม่เกิดกับสมองผู้หญิง นักวิทยาศาสตร์ยังหาสาเหตุไม่ได้ว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น สันนิษฐานว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับฮอร์โมนเพศ ทำให้ผู้หญิงมีความอดทนต่อปัญหา หรือความเครียดระยะยาวได้ดีกว่าผู้ชาย

เมื่อเปรียบเทียบอัตราส่วนของสมอง orbitofrontal cortex ซึ่งเกี่ยวข้องกับการควบคุมอารมณ์ กับ amygdala หรือค่า orbitofrontal cortex to amygdala ; OAR) พบว่า ผู้หญิงจะมี OAR สูงกว่าผู้ชาย สำหรับผู้หญิงที่มีปัญหาทางจิต ค่า OAR จะลดลง ขณะที่ผู้ชายที่มีปัญหาทางจิตค่า OAR จะสูงกว่า ผู้ชายปกติ

ผู้หญิงจะมี Corpus callosum ที่มีขนาดใหญ่กว่าผู้ชาย Corpus callosum เป็นส่วนที่เชื่อมระหว่างสมอง 2 ซีก ผู้หญิงจึงใช้สมองทั้ง 2 ซีก ประสานการ ทำงาน ในการทำความเข้าใจภาษาและการพูด ดังนั้นหากสมองซีกใดซีกหนึ่งได้รับความเสียหายจะส่งผลกระทบน้อยมากในผู้หญิง เช่น ผู้ป่วยที่เป็นโรค incur aphasia ซึ่งทำให้พูดไม่ได้ มักพบในผู้ชายที่สมองส่วนหลัง รวมทั้งสมองซีกซ้ายได้รับความเสียหาย ส่วนผู้หญิงจะพบก็ต่อเมื่อสมองส่วนหน้า ได้รับความเสียหาย นอกจากนี้ผู้ชายที่สมองซีกซ้าย ส่วนหลังเสียหาย จะยิ่งทำให้เป็นโรค apraxia โดยร่างกายจะไม่สามารถ ควบคุมการเคลื่อนไหว ของมือได้

อย่างไร ก็ตามการที่คนเรามีความคิดและพฤติกรรมการแสดงออกที่แตกต่างกัน มิใช่เป็นผลมาจากความแตกต่างระหว่างเพศ ที่ทำให้สมองมีศักยภาพ แตกต่างกันแต่ เพียงอย่างเดียวเท่านั้น หากยังมีปัจจัยอื่นๆ อีกหลายปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้องอีกหลายอย่าง อาทิ พันธุกรรม การอบรมเลี้ยงดู สภาพแวดล้อม อายุ เป็นต้น ดังนั้นหาก มนุษย์มีความเข้าใจและยอมรับแตกต่า

ขอบคุณข้อมูลจาก : อาจารย์ธิรดา สุวัณณะศรี ผู้เชี่ยวชาญด้านการให้คำปรึกษา & Holistic Medicine


วันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2563

เลออนฮาร์ด ออยเลอร์

"แผนภาพออยเลอร์
 (อังกฤษ: Euler diagram)"

"เป็นแผนภาพที่ใช้ในการอธิบายความสัมพันธ์ของเซตต่าง ๆ โดยให้วงกลมแต่ละวงแทนแต่ละเซต และแสดงความสัมพันธ์ของแต่ละเซตด้วย การครอบซึ่งแสดงความเป็นสับเซต การทับซ้อนกัน หรือการไม่ทับซ้อนกันซึ่งแสดงว่าทั้งสองเซตไม่มีความสัมพันธ์กัน ลักษณะแผนภาพวงกลมเช่นนี้เชื่อว่าถูกใช้ครั้งแรกโดยนักคณิตศาสตร์ชาวสวิสนามว่า เลออนฮาร์ด ออยเลอร์ แผนภาพออยเลอร์นั้นมียังลักษณะคล้ายคลึงกันกับแผนภาพเวนน์มาก ในทฤษฎีเซตซึ่งเป็นแขนงหนึ่งของคณิตศาสตร์จึงนิยมใช้แผนภาพประยุกต์จากแผนภาพทั้งสองในการอธิบายเซตต่าง ๆ ให้เข้าใจได้ง่ายยิ่งขึ้น
.
แผนภาพเวนน์-ออยเลอร์ มีความสำคัญมากในการแก้ปัญหาเกี่ยวกับโจทย์ปัญหาของเซต เน้นที่การหาจำนวนสมาชิกของเซตภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดให้ ซึ่งเราสามารถแก้ปัญหาการหาจำนวนสมาชิกของเซต
.
โดยทั่วไป 2 วิธีคือ 
1. ใช้แผนภาพเวนน์ออยเลอร์ และ 
2. การใช้สูตร
.
ขอบคุณรูปภาพ: http://aoamporn.blogspot.com/2013/09/blog-post.html?m=1
.
การใช้แผนภาพเวนน์-ออยเลอร์ ในการตรวจสอบความสมเหตุสมผล
.
เราจะวาดแผนภาพตามสมมติฐานที่เป็นไปได้ แล้วพิจารณาว่าแผนภาพแต่ละกรณีแสดงผลสรุปตามที่สรุปไว้หรือไม่ ถ้าทุกกรณีแสดงผลตามที่กหนด แสดงว่าสมเหตุสมผล ถ้ามีแผนภาพที่ไม่แสดงผลตามที่สรุปไว้ การสรุปนั้นไม่สมเหตุสมผล โดยจะใช้การอ้างเหตุผลโดยตรรกบทของตรรกศาสตร์เข้ามาตรวจสอบ 
.
ข้อความที่ใช้อ้างเหตุผลมีอยู่ 4 แบบหลักๆ คือ (1-4) และอีก 2 แบบเพิ่มเติม คือ (5-6) ดังนี้
.
ภาพ:http://aoamporn.blogspot.com/2013/09/blog-post.html?m=1
.
ในการใช้แผนภาพเพื่อตรวจสอบความสมเหตุสมผล จะต้องวาดแผนภาพตามเหตุผลหรือสมมติฐานทุกกรณีที่เป็นไปได้ ถ้าทุกกรณีแสดงผลตามที่กำหนด จะได้ว่า  ข้อสรุปนั้น สมเหตุสมผล แต่ถ้ามีบางกรณีที่ไม่สอดคล้องกับผลสรุปแล้ว ผลสรุปนั้นจะไม่สมเหตุสมผล
.
       ตัวอย่างที่ 1 จงพิจารณาข้อความต่อไปนี้ว่าสมเหตุสมผลหรือไม่
เหตุ       นักกีฬาทุกคนมีสุขภาพดีตุ๊กตาสุขภาพดี
เหตุ       นักกีฬาทุกคนมีสุขภาพดี
                                                  ตุ๊กตาสุขภาพดี

ผล        ตุ๊กตาเป็นนักกีฬา
.
กำหนดให้ 
แทนเซตของคนที่มีสุขภาพดี
แทนเซตของนักกีฬา
กำหนดให้ 
H แทนเซตของคนที่มีสุขภาพดี
S แทนเซตของนักกีฬา
.
"ตัวอย่างที่ 2   จงพิจารณาข้อความต่อไปนี้ว่าสมเหตุสมผลหรือไม่
 เหตุ      เด็กไทยทุกคนเป็นคนดีเจ้าจุกเป็นคนไทย
ผล       เจ้าจุกเป็นคนดี
เขียนแผนภาพเวนน์-ออยเลอร์ได้ดังนี้"

.
  ดังนั้นข้อสรุปที่กล่าวว่าเจ้าจุกเป็นคนดี  สมเหตุสมผล
ตัวอย่างที่ 3    จงพิจารณาข้อความต่อไปนี้ว่าสมเหตุสมผลหรือไม่
.
เหตุ     นกทุกตัวเป็นสัตว์มีปีก
เป็ดทุกตัวเป็นสัตว์มีปีก
ผล      นกทุกตัวเป็นเป็ดชนิดหนึ่ง
.
จาก 4 กรณีข้างต้น จะเห็นว่า นกและเป็ดต่างก้อเป็นสัตว์ปีก แต่เราสรุปไม่ได้แน่นอน  นกเป็นเป็ดชนิดหนึ่ง
.
ดังนั้น ข้อนี้สรุปไม่สมเหตุสมผล...
แผนภาพเวนน์-ออยเลอร์เป็นแผนภาพที่ใช้ในการอธิบายความสัมพันธ์ของเซตต่าง ๆ โดยให้วงกลมแต่ละวงแทนแต่ละเซต และแสดงความสัมพันธ์ของแต่ละเซต รูปภาพจะช่วยให้เราสรามารถค้นหาคำตอบได้ง่ายขึ้น


ขอขอบคุณที่มาของบทความและรูปภาพทั้งหมดจาก:
http://aoamporn.blogspot.com/2013/09/blog-post.html?m=1
http://www.sahavicha.com/?name=knowledge&file=readknowledge&id=2780
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=krulemon&month=29-10-2008&group=9&gblog=2
https://sites.google.com/site/jirapornsringam/1-kar-chi-phaen-phaph-wen-n-xxy-lex-r-ni-kar-trwc-sxb-khwam-sm-hetu-sm-phl-1
http://www.youtube.com/watch?v=XGz9nXq5DOs

สืบค้นวันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม พ.. 2563



วันพุธที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2563

รวมเรื่องมารยาทEtiquette

รวมความรู้เรื่องมารยาท Etiquette หมายถึง พฤติกรรมที่แสดงออกทางกริยา วาจา ที่สังคมยอมรับว่าถูกต้อง ดีงาม

การสมาคม คือการรวมกันของกลุ่มของคนตั้งแต่ 2 คน ขึ้นไปที่มาร่วมกิจกรรมเดียวกัน เช่นการประชุม ร่วมเล่นกีฬาฯ

การแนะนำให้รู้จักกัน เหตุผลที่ถือสมควรให้รู้จักกัน

เพราะทั้งสองฝ่ายต่างรู้สึกพอใจที่จะรู้จักกันทั้งสองฝ่ายต่างปรารถนาที่จะรู้จักกันทั้งสองฝ่ายต่างมีนิสัยที่พอจะเป็นมิตรกันได้รู้จักกันแล้วต่างฝ่ายต่างเป็นประโยชน์แก่กัน

หลักปฏิบัติในการแนะนำ

รีบแนะนำโดยไม่ต้องลังเลใจพาชายไปแนะนำให้รู้จักกับหญิงพาผู้ที่มีอาวุโสน้อยกว่าไปรู้จักกับผู้ที่มีอาวุโสมากพาหญิงโสดไปรู้จักกับหญิงที่แต่งงานแล้วบางกรณีอาจต้องพาหญิงไปรู้จักกับชายชายเป็นภิกษุ สามเณร นักบวชชายเป็นญาติผู้ใหญ่ชายที่มียศสูงกว่าหญิงถ้าแนะนำคนคนเดียวให้รู้จักกับคนหลายคนต้องแนะนำคนที่อยู่ใกล้ก่อนไปตามลำดับต้องแนะนำผู้ที่มาทีหลังต่อผู้ที่มาก่อนอย่าแนะนำกันเป็นหมู่ เพราะไม่ช่วยให้แขกรู้จักกันดี

การใช้บัตรเชิญชนิดต่างๆ หลักการเขียนบัตรเชิญ

ถ้าเป็นงานมงคลสมรสนิยมพิมพ์ด้วยกระดาษสีขาวหรือสีชมพูใหญ่ตัวอักษรนิยมพิมพ์ด้วยตัวสีทอง เขียว หรือ ชมพูถ้าเป็นงานอวมงคล จะใช้กระดาษสีขาว ตัวอักษรสีดำชื่อผู้พิมพ์ใช้อักษรตัวใหญ่ โดยมีหลักการดังนี้ถ้าเป็นทางการให้บอกชื่อหน่วยงานถ้าเป็นส่วนตัวให้ประกาศชื่อ สกุลถ้าเชิญในหน้าที่การงานให้บอกชื่อ สกุลตำแหน่งชื่อผู้รับเชิญไม่มีในบัตรเชิญ แต่จะมีที่จ่าหน้าซองต้องบอกให้ทราบเนื่องในพิธีใด สถานที่ประกอบพิธี ระบุให้ชัดเจน บอกวัน เดือน ปี และเวลาในการประกอบพิธีให้ละเอียดถ้าบุรุษหรือสตรีที่สมรสแล้วต้องเชิญทั้งสามีภรรยา ไม่ควรเชิญคนเดียวสุภาพสตรีที่ยังไม่สมรสอยู่กับบิดา มารดา หรือญาติ ก็ควรเชิญเรียงตัวถ้าสามี ภรรยา อยู่ด้วยกันอย่างไม่เปิดเผย ควรแยกบัตรเชิญคนละฉบับถ้ากำหนดการแต่งกาย ให้พิมพ์ตัวเล็กไว้มุมล่างของบัตร

การใช้โทรศัพท์ การพูดโทรศัพท์ควรปฏิบัติดังนี้

เมื่อรับโทรศัพท์หรือเราเป็นฝ่ายเรียกไป ควรกล่าวด้วยคำว่า “สวัสดี” ทุกครั้งบอกชื่อสถานที่ หรือหน่วยงานของเราทันทีโดยไม่ต้องรอให้ฝ่ายหนึ่งถามบอกชื่อของเราทันทีที่รับโทรศัพท์ ถ้ารับโทรศัพท์แทนผู้อื่นควรจดข้อความของบุคคลที่โทรศัพท์เข้ามาถ้าเราเป็นฝ่ายเรียกไปโดยมิได้เจาะจงจะพูดกับผู้หนึ่งผู้ใด ควรแจ้งนามของเราให้เขาทราบด้วยว่ากำลังพูดอยู่กับใคร

 

มารยาทในการพูดโทรศัพท์

น้ำเสียงที่สุภาพน่าฟังน้ำเสียงน่าสนใจกระตือรือร้นน้ำเสียงแสดงความจริงใจ

การประชุม

การประชุมคือ การมารวมกันเพื่อประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อทราบข้อมูล ปัญหา แนวทางแก้ไข และสรุปหัวข้อยุติต่างๆ ในการประชุมแต่ละครั้ง จะต้องประกอบไปด้วย

ประธานในที่ประชุม ฃผู้เข้าร่วมประชุมเลขานุการการประชุม

มารยาทในการประชุม

ตรงต่อเวลาศึกษาหัวข้อการประชุมเตรียมรายละเอียดเพื่อการประชุมพฤติกรรมที่แสดงออกต้องสุภาพให้เกียรติประธานในที่ประชุมต้องขออนุญาตพูดโดยยกมือขึ้นเหนือศรีษะเสมอพยายามหลีกเลี่ยงการพูดตำหนิหากประสงค์จะคัดค้านให้ถือหลักว่าไม่ให้ผู้อื่นได้รับความอับอายหากที่ประชุมมีมติอย่างใดอย่างหนึ่งต้องให้เกียรติที่ประชุมและปฏิบัติตามไม่นำรายละเอียดการอภิปรายซึ่งเป็นการพิจารณาจากที่ประชุมไปแสดงภายนอกในลักษณะไม่เห็นด้วยถ้าที่ประชุมมีมติเป็นอย่างใดโดยมารยาทแล้วต้องยอมรับตามนั้นพูดหรือแสดงความคิดเห็นเพื่อช่วยให้ที่ประชุมหาทางออกและช่วยให้ได้มติตามวัตถุประสงค์รักษาความลับของที่ประชุมและสิ่งที่พิจารณากันในที่ประชุมไม่นำโทรศัพท์มือถือเข้าไปในที่ประชุม ถ้าเอาเข้าไปต้องปิด

การเยี่ยมเยียน

แบ่งออกได้หลายประเภทคือ

การเยี่ยมคำนับ นิยมทำกับผู้สูงอายุ ผู้ใหญ่ที่สูงศักดิ์ ฯลฯการเยี่ยมตอบ ตามมารยาท เมื่อผู้ใดได้รับการเยี่ยมผู้นั้นต้องหาโอกาสไปเยี่ยมเขาตอบการเยี่ยมเยียน ถือเป็นมารยาทกระชับความสัมพันธ์การเยี่ยมเพื่อแสดงความยินดี ควรเยี่ยมให้ทันเวลาที่ควรแสดงความยินดีการเยี่ยมผู้ตกทุกข์ได้ยาก ควรไปให้กำลังใจเขาและช่วยคลี่คลายความทุกข์ให้ทุเลาลงการเยี่ยมไข้ ควรไปตรงเวลาที่โรงพยาบาลกำหนด อย่าแสดงสีหน้าทุกข์โศก อย่าสูบบุหรี่ แต่งกายให้สุภาพฯลฯการเยี่ยมศพ เมื่อทราบข่าวควรรีบไปแสดงความเสียใจ ไม่ควรอยู่นาน ไม่พูดจาให้ญาติเศร้าโศก ไม่พูดตลก คะนอง

ศิลปการสนทนา

ต้องรู้จักกาลเทศะ ไม่นำเรื่องส่วนตัวมาพูดฝ่ายเดียว ต้องเรียนรู้ผู้สนทนาว่าเป็นคนอย่างไร อย่าพูดโอ้อวดตนเอง ควรพูดจาให้สุภาพไม่นินทาคนอื่น มีความจริงใจกับคู่สนทนา สบตาคู่สนทนา ควรสนทนาในสิ่งที่คู่สนทนารู้เรื่อง ฯลฯมารยาทของผู้ร่วมสนทนา ไม่พูดขัดคอคู่สนทนา ตั้งใจฟังคู่สนทนาด้วย อย่าล้วงแคะแกะเกา ถ้าตอนใดที่เราทำไม่ถูกก็ควรกล่าวคำขอโทษ

การเลี้ยงอาหารแบบสากล

มารยาทในการรับประทานอาหารจีน อย่ายกอาหารขึ้นจรดปาก แล้วอย่าใช้ตะเกียบฟุ้ยอาหารจากชามใส่ปากเป็นการเสียมารยาท ควรใช้ตะเกียบคีบอาหารใส่ปาก แล้วใช้ช้อนกลางตักอาหารใส่จานของตนเอง เศษอาหารให้ใช้กระดาษเช็ดปากห่อวางไว้ข้างถ้วย

การเลี้ยงอาหารแบบตะวันตกหรือฝรั่ง การรับประทานอาหารสากลแบบนั่งโต๊ะ มีดังนี้

อาหารเช้า (Breakfast) ไม่ค่อยนิยมเลี้ยงมากนักเพราะอาหารเริ่ม 7.00 - 9.00 น. ถ้าเลี้ยงมักเป็นการเลี้ยงแบบกันเองเป็นการเลี้ยงแบบไม่เป็นพิธีรีตองอาหารเช้ามี 2 อย่างคือ1.1 เป็นการเลี้ยงกาแฟ ขนมปัง ผลไม้ (ไม่มีเนื้อสัตว์)1.2 เป็นอาหารที่มีเนื้อสัตว์เพิ่มมาด้วยอาหารกลางวัน การรับประทานอาหารกลางวันเริ่ม 12.00 -13.00 น. ไม่มีพิธีมากนัก ส่วนใหญ่ไม่พิมพ์บัตรเชิญ อาหารกลางวันแบ่งออกเป็นประเภทต่างๆ เช่นก. อาหารจานเดียว (One courses) เป็นอาหารประเภทเนื้อสัตว์ เช่นหมู เนื้อ ไก่ข. อาหารประเภท 2 จาน (Two courses) จานแรกเป็นซุป หรืออาหารเบาๆเช่นคอ็กเทลต่างๆ มีสลัดผักเป็นส่วนประกอบค. อาหารประเภท 3จาน(Three courses) จานแรกเป็นซุป จานที่สองเป็นกุ้ง ปู ปลา จานที่สามเป็นอาหารหนักและสลัดง. อาหารกลางวันแบบบุฟเฟ่ เป็นการจัดแบบกันเอง เหมาะสำหรับคนจำนวนมากๆ อาหารต่างๆจะมีอย่างเพียงพอ ทั้งคาวและหวานบนโต๊ะยาว ให้แขกบริการตนเองตามความพอใจ การตักควรเรียงตามลำดับก่อนหลังสุภาพบุรุษควรให้เกียรติสุภาพสตรีตักอาหารก่อน

มารยาทในการรับประทานอาหารบุฟเฟ่

รับประทานซุบให้ตักออกจากตัว ศรีษะก้มเล็กน้อย แล้วเทซุปออกทางด้านข้างอาหารประเภทเนื้อสัตว์ให้ใช้มีดกับส้อมการหยิบแก้วเหล้าให้หยิบแก้วที่อยู่ห่างตัว

มารยาทอื่นๆ

การนัดพบ

พยายามให้ตรงเวลานัดพอดี จะก่อนเวลาเท่าไหร่ยิ่งดีถ้ามีเหตุจำเป็นไม่สามารถไปได้ทันเวลา ก็อย่าช้าเกินกว่า 15 นาทีถ้าไปตามนัดไม่ได้จริงๆ ควรแจ้งให้เขาทราบล่วงหน้าถ้าท่านเป็นฝ่ายรอบุคคลอื่น จงอย่าให้เขารอเกินกว่า 15 นาทีปัจจุบันมีโทรศัพท์ติดตามตัว การนัดหมาย แบบยืนยันค่อนข้างจะสะดวกจะใช้เครื่องมือสื่อสารที่ท่านใช้อยู่ให้เกิดประโยชน์

การยืมหนังสือ

จงปฏิบัติต่อสิ่งที่ท่านยืมมานั้นประหนึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พลิกอ่านแต่ละหน้าด้วยความระมัดระวังเมื่ออ่านจบอย่าค้างไว้นาน รีบนำคืนเจ้าของอย่าพับหนังสือในหน้าที่ท่านอ่านค้างไว้ จงใช้ที่คั่นหนังสือคั่นไว้

มารยาทเป็นคุณลักษณะประจำตัวของบุคคล ได้แก่ การสัมมาคารวะ ความสุภาพ อ่อนน้อม ความมีวินัย และพฤติกรรมต่าง ๆ ที่ปรากฏแก่สายตาของผู้อื่น
นักธุรกิจที่ดี นอกจากจะมีความสามารถในเชิงธุรกิจแล้ว ยังต้องรู้จักรักษากิริยามารยาท และจะต้องรู้จักการสมาคมกับบุคคลอื่น จึงจะเป็นบุคคลที่มีเสน่ห์ เพิ่มความสนใจ ให้กับผู้พบเห็นจึงนับได้ว่าเขาผุ้นั้นเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ ในการดำเนินธุรกิจในชีวิตประจำวัน

1. อธิบายความหมายของมารยาทได้
2. บอกวิธีปฏิบัติที่ถูกต้องเกี่ยวกับมารยาทโดยทั่วไปได้
3. บอกวิธีปฏิบัติที่ถูกต้องเกี่ยวกับมารยาทตามกาลเทศะได้

ความหมายของมารยาท

มารยาท หมายถึง แนวทางในการปฏิบัติ หรือการแสดงวาจา ภาษา ท่าทาง และพฤติกรรมต่าง ๆ ออกมา ให้ปรากฏแก่สายตาของผู้อื่น
คนทั่ว ๆ ไป จะมีมารยาทดีมาก หรือน้อยขึ้นอยู่กับการฝึกอบรมของแต่ละครอบครัว บุคลิกภาพของแต่ละคนจะบอกให้รู้ว่าคนคนนั้นมีความสุภาพ อ่อนน้อม มีสัมมาคารวะ และมีระเบียบวินัยเพียงใด
มารยาทแบ่งออกเป็น 2 ปะเภท คือ มารยาทโดยทั่วไป และมารยาทตามกาลเทศะ

มารยาทโดยทั่วไป

การมีมารยาทเป็นเรื่องสำคัญของมนุษย์ที่อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน เป็นการแสดงความเคารพให้เกียรติกัน คนไทยปัจจุบันมักเรียกตนเองว่า เป็นคนยุคใหม่ และชอบทำอะไรแบบง่าย ๆ ถือเอาความสะดวกสบายเป็นหลัก พฤติกรรมที่แสดงออกมาในบางครั้ง จึงกลายเป็นคนไร้มารยาทไปโดยไม่ตั้งใจ การให้เรียนรู้เรื่องมารยาทในสังคม จึงยังเป็นสิ่งสำคัญต่อเยาวชนไทยเป็นอย่างยิ่ง

มารยาทโดยทั่วไปที่ควรทราบมีดังนี้

1. การแต่งกายให้เรียบร้อย การแต่งกายให้เรียบร้อย เหมาะสมกับเวลา และสถานที่ถือว่า
เป็นผู้มีวัฒนธรรม และจะได้รับความเกรงใจจากผู้พบเห็น
2. การสำรวมกิริยาทาทาง และคำพูด การอยู่ต่อหน้าผู้อื่นต้องสำรวมเรื่องการพูดไม่พูดคำ
หยาบ ตลกคะนอง เอะอะ แสดงกิริยาท่าทางให้สงบเสงี่ยมเป็นการเคารพสถานที่ และรักษาบุคลิกของตนให้ดูดีในสายตาของคนอื่น
3. การรู้จักเกรงใจ ไม่ถือวิสาสะ
การเกรงใจ คือ การรู้จักระวังความรู้สึกของคนอื่นในเรื่องต่อไปนี้
- การขอความช่วยเหลือ
- การขออาศัยรถ หรือบ้าน
- การไปเยี่ยมเยือนในเวลาเช้า หรือดึกเกินไป
- การหยิบยืมสิ่งของ
ฯลฯ

การไม่ถือวิสาสะ คือ การไม่ปฏิบัติเรื่องต่อไปนี้
- เข้าห้องผู้อื่นโดยไม่เคาะประตู
- หยิบของ หรือใช้ของผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต
- เดินเข้าไปสำรวจในบ้านคนอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต
- เปิดจดหมายของคนอื่นออกอ่านโดยไม่ได้รับอนุญาต

4. การให้เกียรติผู้อื่น การให้เกียรติผู้อื่นมีอยู่ 2 แบบ คือ

ให้เกียรติด้วยวาจา ได้แก่
- ไม่พูดใส่หน้าจนน้ำลายกระเด็น
- ไม่กล่าวคำล้อเลียน นินทา
- พูดข่ม เยาะเย้ย ดูถูก หรือเหยียดหยาม

ให้เกียรติด้วยท่าทาง ได้แก่
- ไม่สูบบุหรี่ในห้องแอร์ หรือในลิฟต์
- ไม่นั่งกางขา นั่งไขว่ห้าง นั่งโยกเก้าอี้
- ไม่ถอดรองเท้า บิดขี้เกียจ อ้าปากหาว
- ไม่หวีผม ตัดเล็บ แคะ แกะ เกา
- ไม่ยกเท้าไว้บนโต๊ะทำงาน หรือยกเท้าถีบพนักพิงเก้าอี้
- ไม่ยกปลายเท้าชี้แทนมือ หรือยกขาพาดตักผู้อื่น
5. การกล่าวคำขอโทษ และขอบคุณ ควรใช้คำว่า ขอโทษ และขอบคุณให้ติดเป็นนิสัยแม้ จะเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆก็ตาม
6. การไม่พูดเพ้อเจ้อ หรือพูดสั่งพร่ำเพรื่อ พูดเพ้อเจ้อคือพูดออกนอกลู่นอกทางนอกเรื่อง ที่กำลังเป็นประเด็นสำคัญ พูดสั่งพร่ำเพรื่อ คือ พูดย้ำเตือน พูดสั่งพร่ำเพ้อ คือ พูดย้ำเตือน กำชับ เพราะกลัวคนฟังจะลืม หากพูดบ่อย ๆ ถือว่าเป็นการเสียมารยาท
7. การทักทายด้วยรอยยิ้ม และอัธยาศัยไมตรี การทักทายเมื่อพบคนที่รู้จักทำได้หลายวิธี เช่นการยกมือไหว้ผู้ใหญ่ การทักทายด้วยความยินดี และการส่งยิ้มให้ ก็เป็นการแสดงถึงความเป็นคนที่มีอัธยาศัยไม่ตรีอันดี ใคร ๆ ก็ต้องการคบหาด้วย
8. การระมัดระวังตัว และอ่อนน้อมถ่อมตน คนที่คอยระมัดระวังตนเองจะไม่เหลียวหน้า เหลียวหลัง ทำท่าทางเลิ่กลั่ก หรือทำตัวเป็นจุดเด่น ส่งเสียงกรี๊ดกร๊าดเหมือนคนมีปัญหาส่วนคนที่อ่อน้อมถ่อมตนจะไม่แสดงท่าเย่อหยิ่ง จองหอง ซึ่งจะเป็นที่รักใคร่ของผู้อื่น
9. การไม่ทำอะไรตามใจตน และไม่ต่อปากต่อคำกับผู้ใหญ่ วัยรุ่น หรือเยาวชนส่วนใหญ่
จะมีลักษณะใจร้อน จึงคิด และตัดสินใจทำอะไรรวดเร็วตามวัย แต่การทำตามใจตนเองนั้น ส่วนใหญ่มักผิดพลาด จึงควรยั้งคิดฟังคำตักเตือน และปรึกษาผู้ใหญ่ การสนทนากับผู้ใหญ่บางครั้งด้วยวัยที่แตกต่างกันความคิดอาจขัดแย้งกันได้ แต่ก็ไม่ควรโต้เถียงกับผู้ใหญ่ ควรใช้วิธีค่อย ๆ อธิบายเหตุให้ท่านฟังจะดีกว่า

มารยาทตามกาลเทศะ

มารยาทตามกาลเทศะมีอยู่หลายประการ คือ

มารยาทในการยืน เดิน นั่ง

1. การยืน มีอยู่ 2 แบบ
1.1 ยืนแบบธรรมดา ส้นเท้าชิด ปลายเท้าแยกเล็กน้อย ปล่อยตัวตามสบายแขนห้อย
แนบลำตัว ตามองตรง ไม่กอดอก หรือล้วงกระเป๋า
1.2 ยืนต่อหน้าผู้ใหญ่ ตัวตรงเท้าชิด แสดงความนอบน้อมด้วยไหล่ และศีรษะที่ก้มลง
เล็กน้อย สองมือประสานไว้ข้างหน้า ไม่ยืนค้ำหัวผู้ใหญ่ ไม่จ้องหน้าผู้ใหญ่
2. การเดิน มีอยู่ 4 แบบ คือ
2.1 เดินแบบธรรมดา อย่าเดินเรียงแถวหน้ากระดานขวางทางผู้อื่น หรือกระโดดไป
เต้นไป เดินแกว่งแขนแต่พองาม ไม่เดินช้า หรือเร็วเกินไป และไม่ควรเดินก้มหน้า
2.1 เดินกับผู้ใหญ่ ไม่เดินนำหน้า (ยกเว้นเมื่อต้องเป็นคนนำทาง) ให้เดินเยื้องไปด้าน
ข้าง หรือด้านหลัง ไม่เดินเหม่อลอย ต้องเดินระวังตัวตลอดเวลา
2.2 เดินสวนทางกัน ถ้าสวนทางกับเพื่อนควรชิดซ้าย สวนทางกับผู้ใหญ่ควรก้มตัว
เมื่อเดินผ่าน ถ้าเป็นทางแคบควรหยุดให้ท่านไปก่อน ถ้าผู้ใหญ่นั่งอยู่ควรหลีกเลี่ยงไป
ใช้เส้นทางอื่น หรือคลานเข่า
2.3 เดินในที่ชุมชน ถ้ามีคนนั่งอยู่ควรมีคนเดินค้อมหลัง และยกมือไหว้สำหรับผู้ใหญ่
ที่คุ้นเคยถ้ามีประธานนั่งอยู่ต้องทำความเคารพก่อนจะเดินเข้าไป หรือเดินออกมา

3 การนั่ง มีอยู่ 2 แบบ คือ
3.1 การนั่งแบบธรรมดา หรือนั่งประชุม ผู้ชายถ้านั่งเก้าอี้แบบมีพนักพิง ก็ให้เอนหลังพองาม นั่งตามสบายเหยียดขา ไม่กระดิกเท้า ไขว่ห้าง หรือขยับขาไปมาผู้หญิงให้นั่งเข่าชิด ไม่แคะ แกะ เกา สะกิดคนอื่น ตั้งใจฟังการประชุม
3.2 การนั่งต่อหน้าผู้ใหญ่ ควรนั่งตัวตรง ไม่พิงพนัก น้อมตัวลงเล็กน้อยตั้งใจฟังคำพูดแต่ไม่ควรจ้องหน้าผู้ใหญ่ตลอดเวลา

มารยาทในการรับมอบ – มอบชอง และการแสดงความเคารพ

1. เข้าห้องตรงเวลา ไม่ควรเข้าสาย นั่งตามที่ซางจัดไว้ให้เรียบร้อย
2. ตั้งใจฟังการประชุม หรือคำบรรยาย และไม่รบกวนสมาธิของผู้อื่นด้วยการส่งเสียงดังกินขนม หรือชวนคนข้างเดียงคุย
3. แสดงน้ำใจต่อเพื่อน หรือคนอื่นๆ ที่นั่งข้าง ๆ ด้วยการเลื่อนเก้าอี้ให้ เก็บของที่ตกให้ บอกข้อความ และจดคำบรรยาย หรือมติที่ประชุมด้วยความตั้งใจ
4. ฟัง และจดคำบรรยาย หรือมติที่ประชุมด้วยความตั้งใจ
5. แสดงความคิดเห็นส่วนตัว หรือซักถามได้แต่ไม่แสดงความคิดเห็นคัดค้าน หรือวิพากษ์วิจารณ์เสียงดัง
6. ไม่พูดแซงประธาน หรือคนอื่น ๆ ในที่ประชุม
7. แม่แสดงอาการคัดค้านอย่างรุนแรง และควรเคารพมติของที่ประชุม
8. ไม่พูดจาวกวน หรือต่อเรื่องให้ยาวออกนอกประเด็น
9. ขออนุญาตก่อนลุกออกจากที่ทุกครั้ง
10. ฟังผู้พูด หรือคู่สนทนาอย่างตั้งใจ มองหน้าผู้พูด ไม่แสดงอาการเบื่อหน่าย

มารยาทบนรถโดยสารประจำทาง

1. ไม่สูบบุหรี่บนรถโดยสารประจำทาง
2. ไม่นั่งเหยียดขาขวางทางผู้อื่น
3. ไม่คุยเรื่องส่วนตัว คุยเสียงดัง หรือวิพากษ์วิจารณ์ผู้อื่น
4. ไม่จ้องมองผู้โดยสารคนอื่น เพื่อสำรวจตรวจตราออกนอกหน้า
5. ไม่ควรนำสัตว์เลี้ยงขึ้นรถไปด้วย
6. ควรเสียสละที่นั่งให้เด็ก สตรี และคนชรา และช่วยเหลือถือสิ่งของให้คนอื่นตามความเหมาะสม
7. ควรเข้าแถวเมื่อจะขึ้นรถ และควรเตรียมข้าวของให้เรียบร้อยก่อนกดกริ่งเพื่อลงจากรถ
8. ไม่ยืนขวางทางตรงประตูรถ
9. ไม่ควรพูดจาแทะโลมสุภาพสตรี หรือส่งเสียงแซวผู้อื่น
10. เตรียมเงินค่าโดยสารให้พอกับจำนวนที่ต้องการจ่ายทุกครั้ง

มารยาทในการแนะนำให้รู้จักคนอื่น

1. แนะนำผู้ชายให้รู้จักกับผู้หญิง
2. แนะนำผู้อาวุโสน้อยให้รู้จักกับผู้อาวุโสมากกว่า
3. แนะนำผู้มียศตำแน่งต่ำกว่าให้รู้จักกับผู้มียศตำแหน่งสูงกว่า
4. แนะนำญาติผู้น้อยให้รู้จักญาติผู้ใหญ่
5. ผู้มีอายุ ยศ ตำแน่งเสมอกันจะแนะนำฝ่ายใดก่อนก็ได้
6. เวลาแนะนำให้รู้จักกัน ผู้น้อยควรไหว้ผู้ใหญ่ และผู้ใหญ่ควรรับไหว้ผู้น้อย
7. ถ้าฝ่ายหนึ่งยื่นมือให้จับมือด้วยอย่างสุภาพ เขย่าเล็กน้อย กล่าวคำสวัสดีแล้วปล่อยมือ

มารยาทในการรับประทานอาหาร

1 ถ้าไปรับประทานที่ร้านอาหาร ฝ่ายหญิงควรเดินนำหน้า และเลือกโต๊ะนั่ง ฝ่ายชายควรแนะนำให้ฝ่ายหญิงสั่งอาหาร
2 ฝ่ายหญิงไม่ควรสั่งอาหารแพงๆ เพื่อเป็นการแกล้งให้ฝ่ายชายจ่ายเงินมาก ๆ
3 ไม่ตักอาการจนพูนพาน ไม่เลื่อน หรือเขี่ยอาหารที่ไม่ชอบออกไปนอกจานของตัวเอง
4 กางผ้ากันเปื้อน หรือผ้าเช็ดมือไว้บนตัก รับประทานอาหารเงียบๆ และสุภาพ ไม่พูดคุย หรือนั่งเหม่อ
5 ไม่รับประทานอาหารแบบกินคำหนึ่ง ดื่มน้ำครั้งหนึ่ง
6 ไม่แสดงท่าทางรังเกียจอาหารบางอย่าง หรือคนอื่น ๆ
7 ไม่รับประทานอาหารเสียงดับ ซี้ดซ้าด จุ๊บจั๊บ เรอ หรือกวาด งมคุ้ย อาหารบนโต๊ะ
8 ไม่ขออาหารในจานของผู้อื่นแบะไม่คายการ หรือเศษอาหารไว้ในจานดูเลอะเทอะ
.
9. ระมัดระวังเครื่องปรุง เครื่องใช้ อย่าให้ตกหล่น หรือวางเกะกะผู้อื่น
10. หากทำเครื่องใช้ตกหล่น ไม่ควรก้มลงเก็บ ควรรอให้พนักงานจัดหามาให้ใหม่
11. หากมีการเสิร์ฟอาหารเพิ่มควรคักไว้เพียงหนึ่งชิ้นเท่านั้น
12. ใช้มือขวาถือมีด มือซ้ายถือส้อมเสมอ แต่ถ้าขณะรับประทานให้ถือส้อมด้วยมือขวา
13. ห้ามสนทนาในเรื่องสกปรก น่าสะเอียน หรือเรื่องเศร้าสะเทือนใจ
14. ไม่ควรดื่มสุราจนเมามาย และไม่คะยั้นคะยอให้ผู้อื่นดื่มเป็นเพื่อนจนงานเลิก
15. อย่าใช้ช้อนตักน้ำชา กาแฟมาจิบ ควรวางช้อนในจานรองแล้วยกถ้วยขึ้นดื่ม
16. ควรใช้ช้อน ส้อม และมีดในการตัดกระดูก หรือก้าง เวลาคายกากเมล็ด หรือก้าง ควรใช้ผ้าเช็ดหน้า หรือกระดาษทิชชูบัง แล้วใช้กระดาษทิชชูรับมาวางไว้ในที่อันสมควร
17. อาหารที่เป็นน้ำซุปต้องรับประทานอาหารจากด้านในของช้อน ขนมปังใช้มิอบิเป็นก้อนเล็กทาเนย แล้วจึงรับประทาน ห้ามกัดทั้งก้อนใหญ่ ๆ อาหารที่เป็นประเภทเสียบไม่ย่างควรใช้มีดกับส้อมตัดออกมาใส่จานก่อนรับประทาน
18. การรับประทานอาหารแบบบุฟเฟต์ ควรเดินตักอาหารเรียงเป็นแวถวนไปตามเข็มนาฬิกาตักอาหารใส่จานแต่พอดี และพออิ่ม ไม่ตักจานล้น แล้วรีบกลับมาที่โต๊ะเพื่อให้แขกคนอื่นตักบ้าง
19. ถ้าคุณเป็นเจ้าของบ้าน หรือเจ้าภาพ ควรทานไปทีละน้อยเพื่อไม่ให้อิ่มก่อนแขก

มารยาทบนโต๊ะอาหาร

การไม่รู้จักมารยาทบนโต๊ะอาหารจะเป็นอุปสรรคสำคัญ ขัดขวางความก้าวหน้าในอาชีพการงานของคุณได้มาก เพราะคนทำงานแล้วส่วนใหญ่จะต้องมีโอกาสร่วมรับประทานอาหารกับเพื่อนร่วมงาน หรือผู้บังคับบัญชาอยู่เสมอ ๆ จึงเป็นสิ่งที่หลีกเลียงไม่ได้ที่จะต้องเรียนรู้มารยาทที่จำเป็นบนโต๊ะอาหาร
แต่ในความเป็นจริงแล้ว คนส่วนใหญ่มีนิสัยการรับประทานอาหารไม่ใคร่จะเรียบร้อยโดยไม่รู้ตัวซึ่งเป็นการทอนเสน๋ห์ให้ลดถอยอย่างน่าเสียดาย ลองทดสอบตัวเองอีครั้ง โดยย้อนกลับไปทำแบบฝึกหัด “มารยาทบนโต๊ะอาหารของคุณ” หาข้อบกพร่องที่คุณต้องการจะปรับปรุง
การใช้เครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร หากเครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร จัดไว้ในแบบที่คุณไม่คุ้นเคยขอให้สังเกตการใช้ช้อนส้อมของเจ้าภาพ โดยทั่วไปแล้ว เครื่องใช้บนโต๊ะอาหารจะจัดวางไง้ตามอยู่ในสุดสำหรบอาหารจานสุดท้าย บางแห่งจะนิยมวางช้อนส้อมสำหรับของหวานอยู่เหนือจานในแนวขวาง (ดังรูป)


การถือมีด และส้อมควรจะจับบริเวณปลายด้าม อย่าจับให้นิ้วอยู่ชิดกับบริเวณปลายส้อม หรือใกล้ใบมีด การถือส้อมนั้น อาจจะทำได้ 2 ลักษณะ คนยุโรปรับประทานอาหารด้วยมือซ้าย และคว่ำปลายส้อมลง ส่วนคนอเมริกันนั้น กลังจากตัดหาอาหารออกชิ้นหนึ่งก็จะสลับส้อมมาที่มือขวา และหงายปลายส้อมขึ้นเพื่อตักอาหารรับประทาน ทั้ง 2 วิธีถือว่าเป็นวิธีที่ถูกต้อง แต่ถ้าคุณเลือกใช้วิธีแบบอเมริกันแล้ว อย่าลืมวางมีดลงบนจานหลังจากตัดชิ้นเนื้อแต่ละครั้ง ถ้าคุณถนัดมือซ้าย ก็ทำตามวิธีที่กล่าวมาเพียงแต่กลับซ้ายเป็นขวาเท่านั้นเอง
ในการพักมีดส้อมทุกครั้ง คุณจะต้องวางมีด หรือส้อมลงบนจาน ใส่ด้านที่จัดวางไว้แต่แรกนั้นคือ ส้อมอยู่ด้านซ้าย และมีดอยู่ด้านขวา โดยให้ด้ามจับพักอยู่บนขอบจาน แต่อย่าให้ยื่นออกมามาก จำไว้ให้ดีว่าช้อนส้อมของคุณอยู่บนจาน……อย่าวางไว้บนโต๊ะอาหาร

อย่าทิ้งช้อนกาแฟไว้ในถ้วยกาแฟเป็นอันขาด หลังจากคนกาแฟค่อยๆ ไว้สุ้มเสียงแล้วยกช้อนออกมาวางไว้บนจานร้องถ้วยกาแฟด้านขวาเสมอ
ในการรับประทานอาหารซุปด้วยช้อน ให้ตักออกจากตัว เพื่อกันน้ำซุปกระเด็นใส่เนคไท หรือเสื้อของคุณ และเพื่อกันไม่ให้น้ำซุปหกเรี่ยราด หรือเกิดเสียงดับเวลาคุณซดน้ำจากช้อนควรจะตักน้ำซุปไม่ให้ปริ่มขอบช้อน และไม่ควรดูดช้อนทั้งอันเข้าไปในปากทั้งหมดในการขอดน้ำซุปจากก้นถ้วย ให้เอียงเข้าหาคุณ บางครั้งซุปจะถูกเสิร์ฟในถ้วยหู หลังจากใช้ช้อนตักรับประทานหนึ่ง หรือสองช้อน คุณยกถ้วยซุปขึ้นดื่มได้เลย
การรับประทานอาหารบางอย่างด้วยมือ อาหารบางอย่างอาจจะใช้มือ และส้อมลำบาก ต่อไปนี้เป็นคำแนะนำบางประการใจการใช้มือรับประทานอาหารบางอย่าง…….แต่เมื่อถึงเวลาจริง ๆ แล้วคุณจะเป็นต้องใช้สามัญสำนึกของคุณเข้าช่วยตัดสินใจเอาเอง

หน่อไม้ฝรั่ง หรือแอศปารากัส รับประทานโดยใช้มือหยิบ หรือใช้ช้อนกับส้อมก็ได้ ถ้าราดซอสมาค่อนข้าวมาก ใช้มีด และส้อมดุจะเหมาะกว่า
เบคอน ปกติแล้วควรจะรับประทานด้วยส้มแต่ถ้าทอดจนกรอบมากๆ ซึ่งจะแตกเป็นชิ้นเล็กๆ เท่านั้น อย่าป้ายทีเดียวทั้งแผ่น ถ้าเนยเสิร์ฟมาในจานรวม ให้ใช้มีดตัดเนยแบ่งเนยเสิร์ฟมาไว้ในจานเนยของคุณ หรือบนจานอาหารถ้าไม่มีจานเนยจัดไว้ให้
ไก่ ไม่ว่าจะเป็นไก่ทอดไก่อบ ไก่ย่าง หรือบาร์บีคิว รับประทานอาหารด้วยมือเฉพาะงานเลี้ยงสังสรรค์แบบเป็นกันเองเท่านั้น ในโต๊ะอาหารเป็นทางการ การรับประทานไก่ ไก่งวง หรือสัตว์ปีกอื่นๆ ให้รับประทานด้วยมีด และส้อมเท่านั้น
ข้าวโพดทั้งฝัก ให้รับประทานด้วยมือคุณอาจจะหักฝักข้าวโพดออกเป็นสองท่อนก่อน หรือรับประทานอาหารทั้งฝักเลยก็ได้ บางแห่งอาจจะมีไม้เสียบมาให้อยู่แล้วเพื่อให้จับถือได้สะดวกขึ้นควรจะทาเนย และโรยเกลือลงที่ละแถว อย่าทาเนยทั้งฝัก ในคราวเดียว
มันฝรั่งทอด (เฟรนซ์ฟราย) ถ้าเสิร์ฟมากับแฮมเบอร์เกอร์ ฮอทดอก หรือแซนด์วิช ให้ให้มือหยิบรับประทาน แต่นอกจากนั้นแล้วให้ใช้มีด และส้อม
ผลไม้ ใช้มือ หรือมีด และส้อมก็ได้ แล้วแต่ชนิดของผลไม้ และโอกาส การรับประทานอาหารแอปเปิ้ล และแพร์ แต่นอกเหนือจากนั้นแล้วให้ใช้มีดปอกผลไม้ก็ได้
แตง เช่น แคนตาลูป หรือ แตงฮันนี่ดิว อาจจะรับประทานโดยใช้ช้อน หรือมีดกับส้อมก็ได้แตงโมอาจจะใช้มือรับประทานก็ได้ บางตำราแนะนำว่าควรจะใช้มีด และส้อม การรับประทานอาหารควรจะกินทั้งเนื้อ และเมล็ดเข้าไปพร้อมกัน และคายเมล็ดออกบนฝ่ามือก่อนที่จะทิ้งลงบนจานส่วนอีกตำแย้งว่า ควรจะใช้ส้อมเขี่ยเมล็ดออกก่อนที่จะใช้มีดตัดเป็นคำ ๆ เข้าปาก
กุ้งก้ามกราม อาจจะใช้มือ หรือมีดกับส้อมรับประทานก็ได้ ขั้นแรกให้ใช้มือหักก้ามออกก่อนหงายตัว และเปลือกขึ้น แคะเนื้อออกด้วยส้อมกุ้ง (ถ้ามี) ถ้าเนื้อกุ้งชิ้นใหญ่เกินไปก็ใช้มีดตัดให้เป็นชิ้นเล็กก่อนที่จะจิ้มน้ำซอส
กุ้งเล็ก ถ้าเสิร์ฟเป็นอาหารจานแรก เช่น กุ้งค็อกเทล ตามปกติจะเสิร์ฟพร้อมกับส้อมค็อกเทล ถ้าตัวกุ้งขนาดใหญ่เกินคำ ให้ใช้ปลายส้อมค่อยๆ ตัดออกเป็นชิ้นขนาดเล็กลง
สปาเกตตี้ ให้ใช้ปลายเส้นพันเส้นสปาเกตตี้เป็ฯขด ไม่จำเป็นจะต้องใช้ช้อนช่วย แต่คุณอาจจะใช้ส่วนโค้งของชอบขานช่วยไม่ให้เส้นลื่นไหลออกจากปลายส้อมอย่าให้ปากดูดเส้นเข้าปาก
แซนด์วิช ปกติเรารับประทานแซนด์วิชด้วยมือ มีข้อยกเว้นอย่างเดียวเท่านั้น คือแซนด์วิชหน้าเดียวที่ราดด้วยน้ำแกรวี่

สรุปข้อควรจำเกี่ยวกับมารยาทบนโต๊ะอาหาร

ผ้าเช็ดปากให้วางอยู่บนตัดเท่านั้นอย่ายัดชายเข้าไปในขอบเสื้อ หรือกระโปรง หรือเหน็บไว้ใต้ค้าง ทันทีที่คุณนั่งลง เรียบร้อยแล้ว ให้วางผ้าเช็ดปากลงบนตัก และเมื่อได้รับประทานอาหารเสร็จ ให้วางผ้าเช็ดปากลงบนด้านซ้ายจานของคุณ โดยไม่ต้องพับผ้าใช้เครื่องใช้บนโต๊ะอาหารตามลำดับที่จัดวางบนโต๊ะ เริ่มจากชิ้นที่อยู่นอกสุด ไล่เข้ามาด้านใน ในมือซ้ายจับส้อม และมือขวาจับมีด และช้อน ถ้ามีจานเนย มีดป้ายเนย จะวางขวางอยู่บนจานเนย จานเนย และจานสลัดจะอยู่ด้านซ้ายของคุณเสมอเมื่อมีการพักระหว่างการรับประทานอาหาร วางเครื่องใช้บนจานของคุณ อย่าวางด้ามจับอยู่บนโต๊ะ และปลายอยู่บนจานอย่าใช้นิ้ว หรือมีดดันอาหารเข้ากับส้อมตักอาหารขึ้นใส่ปาก อย่าก้มหัวลงไปหาจาน พยายามนั่งให้หลังตรง ศรีษะตั้งตรงแม้ในขณะรับประทานอาหารอย่าอ้าปากเคี้ยวอาหาร หรือพูดในขณะที่มีอาหารอยู่ในปากอย่าเท้าศอกบนโต๊ะอาหาร วางมือซ้ายของคุณ ( หรือมือขวา ถ้าคุณถนัดซ้าย) ไว้บนตักระหว่างการรับประทานอาหาร ควรจะหนีบข้อศอกสองข้างให้ชิดลำตัวเสมอรอให้อาหารของคุณเย็นลง อย่าใช้วิธีเป่าด้วยปากเป็นอันขาด มีอะไรอย่างอื่นที่คุณพอจะรับประทานได้บนจานของคุณเสมอให้วางซ้อนส้อมที่ใช้แล้วบนจาน หรือจานรองเท่านั้น อย่าวางไว้บนโต๊ะ และอย่าพยายามทำความสะอาดจาน หรือช้อนส้อม ในภัตตาคารคุณสามารถขอช้อน หรือส้อมอันใหม่ได้ตลอดเวลาการรับประทานน้ำซุป ถ้าเสิร์ฟมาในถ้วยหู ไม่ว่าหนึ่งข้าง หรือสองข้าง ให้ดื่มจากถ้วยได้ คุณอาจจะจิบน้ำซุป หรือกาแฟจากช้อนก่อน แต่หลังจากนั้นให้ดื่มจากถ้วย ถ้าเป็นซุปที่ใส่ผัก หรือเส้นมาด้วย ให้ใช้ช่วยตักได้ เมื่อไม่ใช่แล้วยกช้อนออกจากถ้วย และวางไว้บนจานรองถ้วยเสมอเมื่อรับประทานเสร็จแล้ว ให้วางมีด และส้อมบนจาน ในลักษณะที่ไม่เลื่อนหลุดออกจากจานเมื่อเก็บจาน ส้อมควรจะวางไว้ ด้านซ้ายของมีด และด้ามคมของมีดควรจะหันค่อนไปทางขวาก็ได้ (ดูจากภาพ ให้สังเกตว่าปลายส้อมหงายขึ้นตามแบบอเมริกัน ถ้าเป็นแบบยุโรปจะคว่ำปลายส้อมลง)ถ้าอาหารมีน้ำซอส หรือแกรวี่ ให้ราดลงบนโต๊ะอาหารได้เลย แต่ถ้าเป็นเยลลี่ หรือเครื่อง เคียงอย่างอื่น ให้ตักวางบนจานแยกอาหาร และตักทีละคำพร้อมกับเนื้อ หรืออาหารถ้าไม่มีพนักงานเสิร์ฟอาหาร การส่งผ่านอาหาร ให้ส่งผ่านทางขวามือไปรอบโต๊ะกว่านั้น เวลารับประทานอาหารใช้ป้ายเนย ทีละชิ้นทีละคำขนมปังแผ่น ขนมปังก้อน และมัฟฟินก่อนรับประทานอาหารให้บิออกเป็นสองท่อน หรือเล็กกว่านั้น เวลารับประทานใช้ป้ายเนยทีละชิ้น หรือทีละคำอย่าถ่มอะไรออกจากปาก แม้จะเป็นกระดูดที่เคี้ยวไม่ได้ ให้ใช้ลิ้นดุนออกมาที่ช้อนส้อมแล้วค่อยทิ้งลงบนจานถ้าคุณรับประทานผลมะกอก ให้ใช้นิ้วหยิบเม็ด และวางบนจานไม่ว่ากรณีใด ๆ ห้ามทำความสะอาดฟันบนโต๊ะอาหาร ไม่ว่าจะเป็นใช้ไม้จิ้มฟัน หรือนิ้วถ้าจำเป็นให้ขอตัวไปห้องน้ำ เพื่อจัดการกับเศษอาหารถ้ามีน้ำล้างมือใส่ถ้วยมาให้ ให้จุ่มปลายนิ้วของคุณลงไปในน้ำ เสร็จแล้วจึงเช็ดมือกับของผ้าเช็ดปาก….มือ และผ้าเช็ดปากต้องอยู่ต่ำกว่าของโต๊ะเมื่อรับประทานอาหารเสร็จ อย่าเลื่อนจานออกจากตัว และอย่าเลื่อนเก้าอี้ออกจากโต๊ะขณะนั่งรับประทานอาหาร ไม่ควรนั่งไขว่ห้าง โยกย้ายเก้าอี้ หรือนั่งพิงพนักงานตามสบาย

งานเลี้ยงอาหารเย็น

การได้รับเชิญไปรับประทานอาหารเย็นที่บ้านใครสักคน คุณไม่จำเป็นต้อง แต่งชุดเต็มยศที่สุดที่มี…แต่สิ่งที่ขาดเสียมิได้ คือ มารยาท และพฤติกรรมที่ดีที่สุด มารยาทบนโต๊ะอาหารที่อ่านผ่านมาแล้วจะต้องระวังอย่างเคร่งครัด และมีข้อปฏิบัติเพิ่มเติมอีก ดังนี้

การตอบรับเชิญ เมื่อได้รับคำเชิญให้ได้รับประทานอาหารเย็น คุณจะต้องตอบ คำเชิญให้เร็วที่สุดที่จะเป็นไปได้ อย่าถือว่าคำเชิญเป็นเรื่องที่ไร้ความสำคัญ เพราะเจ้าภาพเสียเวลา และค่าให้จ่ายไปมากโข หากคุณไม่ตอบรับคำเชิญ เจ้าภาพก็ไม่มีทางรู้ได้ว่าจะนับคุณเข้าในจำนวนแขกที่ได้รับเชิญได้ หรือไม่

รักษาเวลา กฎเกณฑ์สำคัญเมื่อได้รับคำเชิญ คือ คุณจะต้องไปถึงที่นั่นตรงเวลา คุณต้องคาดการณ์ล่วงหน้าเผื่อเวลารถติด หรือความแปรปรวนของลมฟ้าอากาศ ในบางกรณี หากล่าช้ากว่ากำหนดราว 15 นาที เป็นเรื่องที่พอจะรับได้ แต่ถ้าล่าช้าเกินกว่านั้น จะแสดงให้เห็นว่าคุณไม่ได้ให้ความพยายามเพียงพอ ที่จะมาร่วมรับประทานอาหาร และจะเป็นการทำลาย ขั้นตอนการเสิร์ฟอาหาร ที่เจ้าภาพจัดเครียมไว้อย่างดี
หากคุณต้องมาล่าช้า อย่างไม่มีทางเลี่ยงได้หากเป็นไปได้ ขอให้โทรศัพท์ อธิบาย สาเหตุของ การเสียเวลาให้เจ้าภาพได้ทราบ เมื่อเดินทางมาถึง ตรงไปหาเจ้าภาพ ในทันทีเพื่อขอโทษขอโทษเข้านั่งโต๊ะอาหารเงียบ ๆ ไม่จำเป็นต้องเล่า รายละเอียด ของการผจญภัย ระหว่างทาง หรือสาเหตุของ การมาล่าช้า ให้เพื่อนร่วมโต๊ะอาหารฟัง

เข้าสู่ห้องอาหาร ในงานเลี้ยงเป็นทางการ เจ้าภาพชาย จะยื่นแขนให้เกียรติสตรีเกาะ เดินนำเข้าห้องอาหาร แต่ละคู่จะเดินตาม โดยมีเจ้าภาพ เดินปิดท้ายเข้านั่งประจำที่

การนั่งโต๊ะอาหาร เมื่อเดินเข้ามาในห้องอาหารแล้ว อย่าลากเก้าอี้ตัวทีใกล้ที่สุดมานั่ง หรื่อเลือกนั่งข้างสุภาพสตรีที่สวยที่สุดในห้องนั้น หากไม่มีการ์ดชื่อกำหนดที่นั่ง ขอให้คุณรอจนกว่าจะมีคำเชิญให้นั่งประจำที่ใดสุภาพบุรุษควรเลื่อนเก้าอี้ให้สุภาพสตรีนั่งลงก่อน

ในระหว่างการรับประทานอาหาร คุณควรจะให้ความสนใจสนทนากับเพื่อนร่วมโต๊ะที่นั่งติดกัน ทั่งซ้าย และชวา

การเสิร์ฟอาหาร บริกรจะเข้าเสิร์ฟอาหารทางด้านซ้ายของคุณ หรือจะนำอาหารยื่นส่งให้ ช้อน หรือทัพพีจะวางอยู่ในที่ที่เหมาะสม ที่คุณจะตักอาหารเองได้ เมื่อตักอาหารแล้วควรวางช้อน หรือทัพพีลงตำแหน่งเดิมเพื่อทีคนต่อไปจะตักอาหารได้สะดวก หากเป็นจานอาหารที่คุณไม่ชอบ หรือรับประทานไม่ได้ คุณเพียงแค่กล่าว “ไม่ละครับ ขอบคุณ”

การสูบบุหรี่ คุณได้รับอนุญาตให้สูบบุหรี่ หรือไม่ ? หากมีที่เขี่ยบุหรี่จัดวางไว้แล้ว คุณก็ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน จากเจ้าภาพให้สูบบุหรี่บนโต๊ะอาหารแล้ว แต่ไม่ควรจุดบุหรี่สูบจนกระทั่งรับประทานอาหารของหวานเรียบร้อยแล้ว กิริยามารยาทที่ดี คือ ควรจะถามไถ่ขออนุญาตจากคนข้างเคียงเสียก่อน

หลังอาหาร เมื่ออาหารจานสุดท้ายเก็บพ้นจากโต๊ะแล้ว รอให้เจ้าภาพลุกเสียก่อน จากนั้นแขกทั้งหมด จึงจะลุกขึ้นได้ เจ้าภาพจะแจ้งให้ทราบว่าคุณจะไปที่ใด และทำอะไรต่อไป

การลากลับ เมื่อได้รับเชิญ อย่ารั้งรออยู่นานจนเกินไป หรือรีบกินรีบกลับ เวลาเหมาะสม ที่ควรลากลับนับเป็นเรื่องยาก จะกำหนด ขอให้คุณรอจนแขกคนอื่นเริ่มทยอยกลัย เมื่อคุณพร้อมจะลากลับ อย่าพรวดพราดตรงดิ่งไปหาประตู แต่ก็ไม่ควรสนทนายึดเยื้อหน้าประตู ขอบคุณเจ้าภาพที่เชิญคุณมาร่วมรับประทานอาหารเย็น จากนั้น ลากลับ

บัตรของคุณ นับเป็นกิริยามารยาทที่ดีถ้าคุณจะส่งบัตรของคุณ (เขียนด้วยลายมือ และกระดาษเขียนจดหมายที่ดีที่สุด) ขอบคุณเจ้าภาพที่เชิญไปร่วมรับประทานอาหาร

มารยาทในภัตตาคาร

การรับประทานอาหารในภัตตาคาร แทบจะเป็นสิ่งจำเป็นที่จะขาดเสียมิได้ในวงธุรกิจในปัจจุบัน จากการปรึกษาธุรกิจอาหารเช้า เรื่อยไปจนถึง การเลี้ยงรับรองลูกค้าในยามค่ำคืนคุณจะพบว่าคุณใช้เวลาหลายชั่วโมงวนเวียนอยู่ในภัตตาคาร มารยาทในภัตตาคารที่ควรรู้ มีดังนี้
ก่อนที่จะเดินทางไปภัตตาคาร ควรจะโทรศัพท์สอบถามว่า จำเป็นต้องจองโต๊ะ หรือมีข้อกำหนดในการแต่งกายประการใด เพราะบางภัตตาคาร กำหนดให้ลูกค้าใส่สูทผูกเนคไทบางภัตตาคารไม่มีข้อจำกัด หากคุณเป็นเจ้าภาพสอบถามว่าภัตตาคารรับบัตรเครดิต หรือเช็ค หรือไม่การสอบถามล่วงหน้าจะช่วยให้ไม่ขลุกขลักเสียหน้าในตอนจ่ายเงิน
เข้าภัตตาคาร โดยปกติ เมื่อเข้าภัตตาคาร ผู้ชายจำเป็นจะต้องฝากเสื้อโค้ต และหมวกส่วนสุภาพสตรีจะฝาก หรือไม่ก็ได้ เพราะบางแห่งอาจจะไม่รับฝากเสื้อขนมิ้งค์ หรือเฟอร์ผู้หญิงควรจะสวมเสื้อโค้ตจนถึงเก้าอี้ จากนั้นจึงถอดพาดเก้าอี้ กิริยามารยาทที่ดีของสุภาพบุรุษ คือ ช่วยสุภาพสตรีถอดเสื้อโค้ต
สตรีจะเดินนำหน้าสุภาพบุรุษเข้าไปในภัตตาคาร บริกร หัวหน้าบริการหริอผู้จัดการจะออกมาต้อนรับ หากคุณจองโต๊ะล่วงหน้าไว้แล้ว แจ้งชื่อของคุณให้ทราบ และแจ้งจำนวณแขกที่จะมารับประทานอาหาร สตรีจะเดินตามบริการไปยังโต๊ะ บุรุษจะเดินรั้งท้าย โดยปกติแล้ว บริกรจะช่วยเลื่อนเก้าอี้ให้สุภาพสตรี หากำม่มีบริกร สุภาพบุรุษจะช่วยเลื่อนเก้าอี้ให้สตรี
โดยทั่วไป บริกรจะสอบถามว่าต้องการเครื่องดื่มอะไรบ้าง ในการปรึกษาธุรกิจในมื้ออาหารคุณควรจะเริ่มต้นด้วยเครื่องดื่มที่ไม่เจือแอลกอฮอล์ หรือสั่งไวน์แทนค็อกเทลอย่ารู้สึกอับอาย ถ้าคุณต้องการจะสั่งน้ำอัดลม หรือน้ำผลไม้ หากคุณไม่ต้องการเครื่องดื่ม ขอเมนูอาหารได้เลย
อ่านเมนู หากคุณอ่านเมนูไม่เข้าใจ หรือไม่ทราบว่าเป็นอาหารชนิดใด สอบถาม หรือให้บริกรอธิบายความหมาย อย่าปล่อยให้ภาษาต่างประเทศแปลก ๆ เป็นอุปสรรค ภัตตาคารที่มีอาหารจานนั้น คำต่างประเทศที่มักจะพบในเมนูเป็นประจำจนแทบจะกลายเป็นศัพท์ทั่วไปแล้วมีดังนี้

- A la carte (อะ-ลา-คาร์ต) หมายถึง การคิดราคาอาหารแต่ละจานแยกจากกัน
- Emtree (อาห์น-เทร) หมายถึง แมนคอร์ส
- Hors d oeuvers (ออร์-เดิร์ฟ) หมายถึง แอพพิไทเซอร์ หรืออาหารว่างเรียกน้ำย่อย
- Legumes (เลย์-กูมส์) หมายถึง ผัก
- Prix fixe (ปี-ฟรีกส์) หมายถึง ราคามื้ออาหาร
- Tabale d hote (ทาห์-บลู-โดต) หมายถึง มื้ออาหารที่มีหลายคอร์ส และจะนำเสนอรวมในราคาที่กำหนด

ภัตตาคารบางแห่ง อาจมีอาหารจานพิเศษมักจะมีราคาแพงกว่าอาหารที่จัดอยู่ในเมนู การสอบถามราคาไม่ใช่เรื่องน่าเกลียด
การสั่งไวน์ บริการจะสอบถามคุณว่าคุณต้องการดูรายชื่อไวน์ หรือไม่ บางแห่งอาจจะมีบริการไวน์ หรือ sommelier (โซ-เมล-เยย์) คุณอาจจะขอคำแนะนำจากบริการไวน์ก็ได้ โดยทั่วไปแล้วไวน์แดงจะเสิร์ฟกับเนื้อแดง เช่น เนื้อวัว ไวน์ขาวจะเสิร์ฟกับเนื้อขาว เช่น เนื้อปลา หรือสัตว์ปีก ไวน์โรเซ่เหมาะกับเนื้อแกะ และเนื้อลูกวัว ภัตตาคารบางแห่งอาจจะมีไวน์ปรุงเองซึ่งจะจำหน่ายเป็นแก้ว หรือเป็นเหยือก (carafe)
หากคุณสั่งไวน์เป็นขวด บริการไวน์จะรินตัวอย่างให้คุณ คุณควรดมกลิ่น และชิมรสชาติของไวน์ หากไใช้ได้ คุณจะผงกศีรษะรับ บริกรไวน์จะรินไวน์ขวดนั้นแจกแขกรอบโต๊ะ แต่ถ้ารสชาติผิดปกติ เปรียวจัดรสชาติคล้ายน้ำส้มสายชู ขอให้บริกรไวน์ทราบ ทางร้านจะเปลี่ยนขวดใหม่ให้
การสั่งอาหาร ถ้ามีแขกหลายคน แต่ละคนอาจจะเลือกสั่งอาหารเอง แต่ถ้าเป็นงานเลี้ยงขนาดเล็ก เจ้าภาพจะเป็นผู้สั่งอาหาร หลังจากที่สอบถามความต้องการของแขกรอบโต๊ะแล้วคุณเป็นเจ้าภาพ ควรจะเลือกภัตตาคารที่คุณสามารถจ่ายค่าอาหารเมนูได้ แขกของคุณจะเลือกอาหารได้ไม่จำกัด ขอให้สนใจสอบถามความต้องการของแขกของคุณ เพราะบางคนอาจจะแพ้อาหารบางชนิด มีข้อจำกัดทางศาสนาห้ามรับประทานอาหารบางประเภท หรือยู่ในช่วงจำกัดอาหาร อย่ายัดเยียดอาหารให้แขกของคุณ แต่ถ้าคุณเป็นแขกรับเชิญ ควรจะคำนึงถึงกระเป๋าของเจ้าภาพ ไม่ควรสั่งอาหารที่แพงที่สุดในร้าน คุณอาจจะขอคำแนะนำให้เจ้าภาพช่วยแนะนำอาหารให้ คำแนะนำของเจ้าภาพจะช่วยให้คุณสั่งอาหารที่เหมาะสม
การชำระค่าอาหาร ถ้าคุณเป็นเจ้าภาพคุณจะขอเชึคจากบริกรหลังจากที่ทุกคนรับประทานอาหารเสร็จแล้ว มองกวาดหาข้อผิดพลาดในการคิดเงิน หากพบข้อผิดพลาดแจ้งให้บริกรทราบเงียบ ๆ อย่าโวยวายให้เป็นเรื่องใหญ่โต หากทางร้านไม่ยอมแก้ไขข้อผิดพลาดนั้น คุณควรจะจ่ายเงิน และออกจากร้านแต่โดยดี คุณอาจจะเลือกที่จะไม่ใช้บริการของภัตตาคารนั้นอีก หรือสอบถามการคิดราคาอาหารในวันหลัง

ในภัตตาคารส่วนใหญ่ คุณอาจจะชำระค่าอาหาร โดยเงินสด หรือบัตรเครดิต ภัตตาคารบางแห่งมีบริการส่งใบเสร็จรับเงิน ไปเก็บเงินคุณภายหลัง หากคุณรับประทานอาหารในภัตตาคารของโรงแรมที่คุณพักคุณอาจจะให้คิดค่าอาหารรวมไปกับค่าที่พัก คุณเพียงแต่เซ็นชื่อ และหมายเลขห้องพักเท่านั้น
ในบางกรณี แขกแต่ละคนอาจจะต้องการแยกชำระ ค่าอาหารของตน คุณควรจะแจ้งให้ บริกรทราบล่วงหน้าก่อน จะได้มีการออกใบเสร็จรับเงินเป็นรายบุคคล หากมีใบเสร็จใบเดียวขอให้หารแบ่งจำนวนเงินที่แต่ละคนต้องจ่ายขอให้คุณชำระเงินอย่างเพียงพอในส่วนของคุณทั้งค่าอาหาร และทิป
เมื่อชำระค่าอาหารแล้ว สภาพบุรุษควรจะลุกขึ้นก่อน และช่วยเลื่อนเก้าอี้ให้สุภาพสตรีสตรีจะเดินนำหน้าออกไปยังห้องฝากเสื้อโค้ต กิริยามารยาทที่ดีคือ ช่วยสุภาพสตรีสวมเสื้อโค้ต

การเลี้ยงอาหารแบบบุฟเฟ่

เป็นการเลี้ยงที่นิยมมากในปัจจุบัน เพราะเป็นการสะดวกในการจัดเลี้ยงคนมาก ๆ การจัดอาหารทุกอย่างจะวางไว้ที่โต๊ะหมดทุกอย่าง จัดที่นั่งรับประทานไว้อีกที่หนึ่งให้ห่างจากโต๊ะอาหารพอประมาณเมื่อเจ้าภาพเชิญแขกอาวุโสเปิดการรับประทาน แขกผู้เปิดงานจะเดินไปตักอาหารก่อนโดยมีภาชนะในการตักอาหารวางไว้พร้อมทุกอย่างบนโต๊ะแล้วแขกผู้รับเชิญคนอื่น ๆ ก็ปฏิบัติตามได้เช่นเดียวกัน โดยเดินไปตักอาหารจากโต๊ะอาหารมานั่งรับประทานที่โต๊ะเป็นกลุ่ม ๆ หรือจะยืนรับประทานก็ได้ ถ้ายังไม่อิ่มก็เดินไปตักอาหารได้อีกโดยไม่ถือว่าผิดมารยาท การเลี้ยงแบบนี้ไม่มีพิธีอะไรมากเป็นการเลี้ยงแบบกันเอง สะดวกสบายทั้งเจ้าภาพ และแขกผู้รับเชิญ เพราะไม่มีพิธีการมากนัก

หลักการรับประทานอาหารแบบบุฟเฟ่

อาหารบุฟเฟ่ มีจุดประสงค์เพื่อให้ผู้รับประทานได้เลือกอาหารได้ตามใจชอบ ซึ่งอาหารจะจัดไว้หลากหลายชนิด และหลายรสชาติ การรับประทานบุฟเฟ่จึงจึงควรปฏิบัติ ดังนี้

รับประทานอาหารตามลำดับ ถ้าเป็นอาหารฝรั่งเริ่มด้วย สลัด หรือซุป ก่อนอาหารจาน หลัก (Main Course) ตามด้วยของหวาน ผลไม่ ชา กาแฟตักอาหารแต่น้อยพอรับประทานคนเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารจานหลัก ซึ่งมีให้ เลือกหลายชนิด ควรตักเพียง 3-5 ชนิดในหนึ่งจาน เพื่อให้เกิดความสวยงาม ได้ลิ้มรสอาหารที่ถูกต้องอาหารไม่ปะปนกันมากจนหารสชาติไม่เจอ และสุดท้าย ถ้าท่านรับประทานอาหารไม่หมด
ยังดูไม่น่าเกลียดที่ต้องทิ้งอาหารในจานไป การตัดอาหารเกินความจำเป็น อาจจะทำให้แขกที่มาทีหลังไม่มีอาหารพอรับประทานได้
ตักอาหารจนล้นจานจะทำให้บุคลิกของท่านเสียไป เพราะจะดูเป็นว่าท่านเป็นคนเห็นแก่ตัวตะกละ ไม่มีระเบียบ ไม่รักสวยรักงาม ขี้เกียจที่จะเดินสองเที่ยว และท้ายสุดไม่มีศิลปะในการกินตักให้พองาม เสร็จแล้วเดินไปตักอีกเที่ยวจะดีกว่าตักอาหารด้วยตนเอง ไม่สั่งให้เพื่อนตักเผื่อ หรือตักอาหารมาเผื่อเพื่อน เว้นแต่เขาจะพิการ หรือไม่สะดวกในการลุกมาตัวเอง เพราะเราไม่ทราบว่าเขาชอบ หรือไม่ชอบอะไรการตักให้อาจจะเป็นการเป็นการสูญเสียอาหารทั้งจานได้ขณะอยู่ในแถว เดินอย่างสุภาพ ไม่เคาะจาน หรือส่งเสียงดังน่าเกลียด ตักอาหารที่ต้องการทันที ไม่มัวเลือกอาหาร เช่น ผัดผักรวมเราไม่ชอบข้าวโพดอ่อนแต่ชอบผักอื่น ๆ ให้ตักมาเลยอาจจะติดข้าวโพดอ่อนมาบ้างก็มาเขี่ยออกขณะรับประทาน ไม่มัวเลือกขณะอยู่ในแถวจะทำให้เสียเวลาผู้อื่น

การให้ทิป

ตามหลักการแล้ว เราจะให้ทิปก็ต่อเมื่อได้รับบริการเป็นพิเศษ ในทางปฎิบัติในปัจจุบันเราให้ทิป เพราะเป็นธรรมเนียมที่ต้องปฎิบัติ
ปัญหาว่าจะให้ทิปแก่ใคร จำนวนเท่าใด และในเวลาใด นับเป็นเรื่องยุ่งยากที่ไม่มีกฎเกณฑ์แน่ชัด ธรรมเนียมการให้ทิปของแต่ละประเทศ ผิดแผกแตกต่างกัน กฎทั่วไปของการให้ทิปมีดังนี้
1. หากไม่แน่ใจ ให้ทิป 15 เปอร์เซ็นต์
2. หากได้รับบริการต่ำระดับ น้อยกว่ามาตรฐาน ไม่จำเป็นต้องให้ทิป ขอให้ระลึกเสมอ ว่าเงินทิปจะต้องควัก ออกจากกระเป๋าของคุณเอง
3. เงินทิปจำนวนเล็กน้อยถือเป็นการดูหมิ่นยิ่งกว่าการไม่ให้ทิปเสียก่อน
4. หากคุณเดินทางชั้นหนึ่ง เงินทิปก็ต้องเพิ่มเป็นเงาตามตัว เมื่อคุณอยู่ในสถานการณ์ที่คุณไม่แน่ใจ ขอให้ใช้กฎเกณฑ์ทั่วไปข้างต้นนี้ แต่ก็มีข้อมูล จำเพาะในการให้ทิปที่ควรรู้

ในภัตตาคาร
- ทิปเจ้าหน้าที่รับฝากเสื้อโค้ต 50 เซนต์ ถึง 1 เหรียญ *ต่อคน
- ในห้องอาหาร ทิปบริกร 15-20 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนเงิน หากคุณรับ ประทานอาหารในคอฟฟี่ช้อป หรือที่เค้าน์เตอร์ ใบเสร็จจะต่ำกว่าหนึ่งเหรียญ ให้ทิปเพียง 20-25 เซนต์ ถ้าแยกนั่งโต๊ะ ไม่ควรทิปน้อยกว่า 25 เซนต์
- ในภัตตาคารหรูหรา บริการยอดเยี่ยมควรจะทิป 20 เปอร์เซ็นต์ บางครั้งเงิน ทิปจะนำไปแบ่งกันระหว่างบริกร และหัวหน้าบริกรโดย บริกรไม่ได้ให้บริการเป็นพิเศษ ก็ไม่จำเป็นต้องให้ทิป
- หากคุณสั่งไวน์จากบริกรไวน์ ควรจะให้ทิปบริกรไวน์ 12-15 เปอร์เซ็นต์ ของค่าไวน์ บาร์แทนเดอร์ควรได้รับทิป 10 เปอร์เซ็นต์ ถ้าคุณนั่งดื่มที่เคาเตอร์
- ผู้ช่วยบริกรไม่จำเป็นต้องทิป เพราะจะได้รับส่วนแบ่งจากบริกรอยู่แล้ว
- ในภัตตาคารบางแห่ง อาจจะมีผู้ดูแลประจำห้องน้ำ ควรให้ทิปประมาณ 25 เซนต์ หากผู้ดูแลจัดหาผ้าเช็ดมือให้ โดยปกติ มักจะมีจานรับทิปวางไว้ในห้องน้ำ

ถ้าท่านเลือกจ่ายค่าทิปเป็นเงินสด แทนการจ่ายผ่านบัตรเครดิต อย่าลืมขีดคาดช่องบรรทัดที่เว้นไว้ สำหรับเติมเงินค่าทิป ในใบเสร็จ ที่ท่านต้องลงนาม ทั้งนี้ เพื่อป้องกันมิให้ผู้อื่นเติมเงินค่าทิปโดยที่ท่านไม่รับทราบ

แท็กซี่ ส่วนใหญ่ ควรจะทิปแท็กซี่ประมาณ 15 เปอร์เซ็นต์ ของค่าโดยสาร หากค่าแท็กซี่ไม่เกินหนึ่งเหรียญทิป 25 เซนต์ หรือทิปอย่างต่ำ 50 เซนต์

โรงแรม บ๋อยกระเป๋าได้ทิป 50 เซนต์ถึง 1 เหรียญ บริกรห้องพักได้ 15 เปอร์เซ็นต์ของใบเสร็จ ควรทิปพนักงานทำความสะอาดห้องวันละ 1 เหรียญ และทิปยามเฝ้าประตู 25-50 เซนต์ ถ้าเขาช่วยเรียกแท็กซี่ให้ และทิปยาม 50 เซนต์ 1 เหรียญถ้าช่วยยกกระเป๋า
ท่าอากาศยาน หรือสถานีรถไฟ โดยทั่วไป ผู้ที่ควรจะได้ทิปมีแต่พนักงานยกกระเป๋า ให้ทิปอย่างต่ำ 50 เซนต์ต่อกระเป๋าหนึ่งใบ
การคำนวณทิป ไม่มีอะไรน่าปวดหัวไปกว่าการคำนวณทิป คนส่วนใหญ่เสียเวลาในการคำนวณทิปจนแทบจะควักเครื่องคิดเลขออก (ถ้าทำได้) วิธีคำนวณไม่ยุ่งยาก ถ้ามีหลั่กในการคิดแรกสุดให้คิด 10 เปอร์เซ็นต์ เสียก่อน จากนั้นก็บวกอีกครึ่งเข้าไป ตัวอย่างเช่น จำนวนเงินในใบเสร็จ 40 เหรียญ สิบเปอร์เซ็นต์ คือ 4 เหรียญ จากนั้นก็บวกเข้าไปอีกครึ่งคือ 2 เหรียญทิปที่จะจ่ายคือ 6 เหรียญ อย่างทิปด้วย สตางค์แดง

การแนะนำตัว

มารยาทในการแนะนำตัวนับเป็นเรื่องจำเป็นในสังคมธุรกิจ เพราะคุณจะต้องอยู่ในเหตุการณ์ที่จะต้องมีการแนะนำตัวบ่อยครั้ง เช่น เมื่อคุณพาใครสักคนไปในงานเลี้ยง โดยมารยาทแล้วคุณก็ต้องแนะนำคนใหม่ให้รู้จักกับเพื่อนของคุณ
ถ้าคุณเป็นเจ้าภาพในงานคุณควรจะแนะนำแขกของคุณให้รู้จักซึ่งกัน และกัน สำหรับงานเลี้ยงใหญ่ ๆ คุณแนะนำเพียงแขกกลุ่มที่อยู่ใกล้ ๆ คุณเท่านั้น จากนั้นก็เป็นเรื่องของแขกผู้นั้นที่จะต้องหาทางแนะนำตัวเองให้รู้จักกับคยอื่น ๆ ในงานต่อไป
เมื่อคุณจะแนะนำตัวเอง คุณอาจจะพูดง่าย ๆ ว่า ผมชื่อ……..” และถ้าคุณเคยพบบุคคลนั้นมาก่อน คุณก็อาจจะพูดต่อท้ายว่า “เราเคยพบกันมาแล้วครับ ที่…….” หรือ “ผมเป็นเพื่อนของ…….” เป็นต้น
เมื่อคุณแนะนำคนสองคนให้รู้จักกัน จะเป็นการเสนอคนหนึ่งให้รู้จักกับอีกคนหนึ่ง หรืออีกนัยหนึ่ง คุณกำลังขออนุญาตบุคคลผู้นั้นแนะนำอีกคนให้รู้จัก ตัวอย่างเช่น เมื่อคุณพบพูดว่า “คุณโรมาโน ผมขอแนะนำคุณแจ็กสันครับ” คุณกำลังถามคุณโรมาโนว่าอยากจะรู้จักกับคุณแจ็กสัน หรือไม่ เพราะฉะนั้น ในมารยาทการแนนำคนในสังคม คุณควรจะคำนึงถึงข้อต่าง ๆ เหล่านี้เอาไว้คือ
1. คุณต้องแนะนำคนที่อ่อนวัยกว่าต่อผู้อาวุโสกว่าเสมอ
2. คุณต้องแนะนำผู้ชายต่อผู้หญิงเสมอ
3. พิธีการทางการฑูต ซึ่งถือเป็นกฏปฏิบัติในวงการทหาร และการฑูต กำหนดไว้ว่าต้อง
แนะนำผู้ที่อยู่ในตำแหน่งสูงกว่าเสมอไม่ว่าจะเป็นชาย หรือหญิง
กฏนี้ถือเป็นมารยาททางธุรกิจได้เช่นกันกล่าวคือ โดยทั่วไปแล้ว จะต้องแนะนำพนักงานระดับต่ำว่าต่อพนักงานระดับสูงกว่าเสมอ ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณจะแนะนำพนักงานเสมียนคนใหม่ต่อนายของคุณ คุณควรพูดกับนายของคุณว่า “เจ้านายครับ นี่คือคุณ………. เสมียนคนใหม่ของเราครับ”
ในกรณีที่คุณเป็นผู้ถูกแนะนำ คุณก็ควรแสดงอาการรับรู้ ด้วยการกล่าวคำทักทายอย่างเช่น “สวัสดีครับ” และจะเป็นการให้คุณจำชื่ออีกฝ่ายหนึ่งได้ดีขึ้น ถ้าคุณจะเอ่ยชื่อเขาซ้ำอีกครั้งหนึ่ง เช่น “สวัสดีครับ คุณ…….. “
เมื่อมีการแนะนำตัว ผู้ชายจะสัมผัสมือกันแต่ถ้าอีกฝ่ายหนึ่งเป็นหญิง ในอดีตจะขึ้นอยู่กับผู้หญิงว่า เธอต้องการจะสัมผัสมือด้วย หรือไม่ เธออาจจะเพียงแค่ยิ้ม พนักหน้าน้อย ๆ และกล่าวคำทักทาย “สวัสดีค่ะ” แต่ทุกวันนี้ เมื่อมีการแนะนำตัว ผู้หญิงส่วนใหญ่จะยื่นมือให้สัมผัส โดยอัตโนมัติ และฝ่ายชายก็ไม่จำเป็นที่ต้องรอให้ฝ่ายหญิงยื่นมือให้ และฝ่ายหญิงก็ไม่ควรลังเลที่จะสัมผัสมือถ้าฝ่ายชายยื่นมาก่อน…….. หากไม่ยอมสัมผัสมือเมื่อฝ่ายหนึ่งยื่นมือมาแล้ว จะเป็นการเสียมารยาทอย่างยิ่ง
ในการสัมผัสมือ ไม่ควรบีบมือของฝ่ายหนึ่งแรงเกินไป แต่ก็ไม่ปล่อยมือให้อ่อนปวกเปียกการสัมผัสมือไม่ควรจะนานเกินไปควรเขย่ามือสั้น ๆ สองสามครั้ง และจับมือให้กระชับให้เกิดความรู้สึกที่เป็นกันเองก็เพียงพอ

ขอบคุณที่มา https://www.novabizz.com/NovaAce/Personality/Etiquette.htm



วันอังคารที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2563

หุ่นยนต์เป็นผู้ช่วยนักวิจัย

(ไม่มีเหตุผลที่หุ่นยนต์จะอ่านความคิดคนไม่ได้)หุ่นยนต์กำลังรับบทเป็นผู้ช่วยนักวิจัยทำการศึกษาทดลองทางวิทยาศาสตร์ 
.
ในช่วงล็อคดาวน์ที่นักวิจัยต้องทำงานที่บ้านมากขึ้น มีการนำหุ่นยนต์มาช่วยงานในห้องแลบมากขึ้น และพิสูจน์ให้เห็นชัดเจนว่า จะทำให้การค้นพบทางวิทยาศาสตร์ต่างๆเร็วขึ้นมาก เร็วกว่าวิธีเก่าที่เคยใช้คนทำงานทุกอย่าง และอาจเร็วมากขึ้นถึง 1,000 เท่า
.
นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยลิเวอร์พลูซึ่งเริ่มเอาหุ่นยนต์มาช่วยงานวิจัย เปิดเผยว่า หุ่นยนต์สามารถทำงานแบบออโตโนมัส แม้แต่ตัวนักวิจัยก็สามารถทำงานทดลองจากที่บ้านได้
.
ความก้าวหน้าของ AI, Robotics, Data Analysis, Modelling และ Simulation ช่วยทำให้นักวิทยาศาสตร์สามารถทำการวิจัยแบบเสมือนจริงได้ง่ายมาก ทำให้การค้นพบที่ก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์รวดเร็วขึ้น ลดเวลาจากงานในห้องแลปที่เคยทำหลายสัปดาห์ หรือหลายเดือน สามารถทำเสร็จได้เพียงไม่กี่ชั่วโมง 
.
AI สามารถชี้ให้เห็นรูปแบบต่างๆที่เป็นไปได้ในการทดลอง ซึ่งโดยปกติแล้วหากใช้คนวิเคราะห์ อาจไม่มีทางมองเห็นเลย
.
AI ที่ใส่เข้าไปให้หุ่นยนต์ ช่วยทำให้มันมีสมอง รู้จักคิดเองทำเอง มนุษย์ไม่จำเป็นต้องกำกับหรือสั่งให้มันทำงานแต่ละขั้นตอน ไม่ต้องคิดแทนหุ่นยนต์ไปทุกเรื่อง
.
มีงานวิจัยหลายเรื่องที่ นักวิจัยหุ่นยนต์ กำลังช่วยนักวิทยาศาสตร์ทำงาน 
.
มันกำลังช่วยงานวิจัย Solar Cells ที่ช่วยสร้างพลังงานสะอาดที่ไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนสร้างปัญหาให้กับสิ่งแวดล้อม
.
มันกำลังช่วยนักเคมีและหมอในการหายารักษาและวัคซีนเพื่อต่อสู้กับโควิด-19 และอาจย่นระยะเวลาในการค้นพบให้เร็วขึ้นหลายเดือน
.
ในช่วงที่มีปัญหาการระบาดของไวรัส เหล่านักวิทยาศาสตร์ตามห้องทดลองต่างๆทั่วโลก ก็มีปัญหาเรื่องการรักษาระยะห่างทางสังคม อาจมีเวลาทำงานจำกัด ไม่สามารถทำงานในห้องทดลองได้นานๆเหมือนช่วงเวลาปกติ ทำให้เกิดความจำเป็นต้องมี Robo-Scientist มาช่วยทำงานมากขึ้น
.
หุ่นยนต์ทำงานไม่รู้จักเบื่อ ไม่เคยเหนื่อย ไม่มีวันหยุด ทำงานชนรอบต่อเนื่องได้ 24 ชั่วโมง และทำงานได้เอง       
.
ในการทดลองทางวิทยาศาสตร์ มีงานน่าเบื่อหลายอย่างที่ต้องทำซ้ำๆต่อเนื่องนานๆ ตัวอย่างแต่ละตัวต้องทดลองทีละครั้ง รวมแล้วอาจหลายพันตัวอย่าง เมื่อมีการโปรแกรมหุ่นยนต์ให้ทำงานซ้ำๆเหล่านั้นได้ นักวิจัยก็จะมีเวลาไปทำอย่างอื่นมากขึ้น
.
งานบางอย่างเป็นงานเสี่ยง สารเคมีบางชนิดมีพิษที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ แต่ไม่อันตรายต่อหุ่นยนต์ งานเสี่ยงๆเช่นงานวิจัยทางอวกาศก็สามารถใช้หุ่นยนต์ไปทำงานแทน
.
อาจมีบางคนเริ่มกังวลว่า อีกหน่อยมันจะเข้ามาแย่งงานทุกอย่างของนักวิจัย แต่นักวิทยาศาสตร์ไม่ได้คิดอย่างนั้น เพราะงานทางด้านวิทยาศาสตร์ยังจำเป็นต้องใช้คนอยู่เสมอ
.
หุ่นยนต์จะมาช่วยทำให้นักวิจัยมีเวลามากขึ้น จะได้โฟกัสเรื่องนวัตกรรม และการหาโซลูชั่นใหม่ๆที่เป็นประโยชน์กับมนุษยชาติ

#Asawinlhaosri
05-08-2020
.
https://www.bbc.com/news/science-environment-53029854
.
https://www.rsc.org/new-perspectives/discovery/digital-futures
.
https://www.bbc.com/news/science-environment-53029854

สรุปเนื้อหาคิดเชิงบวก

รวมสรุปเนื้อหา คิดเชิงบวก ...พลังสร้างความสำเร็จ จากที่ต่างๆ เครดิตตามที่ให้ไว้ครับ

นายสุทธิชัย ปทุมทอง
คิดเชิงบวก ...พลังสร้างความสำเร็จ

การสร้างแรงบันดาลใจ ช่วยสร้างขุมพลังทางความคิดในเชิงสร้างสรรค์ เป็นแนวทางของการดำเนินชีวิตให้ก้าวผ่านความล้มเหลว ไปสู่ความหวังให้คุณไขว่คว้า หาความสำเร็จ จงคิดเสมอว่า ความสำเร็จไม่ได้เดินทางมาหาเรา มีแต่เราเท่านั้นที่เดินทางไปหาความสำเร็จหากเราทำได้อย่างนี้ “ความสำเร็จ”ก็อยู่ไม่ไกลเกินใจจะเอื้อมถึง ถ้าเราคิดดี พูดดี และทำดี พร้อมกับสร้างแรงจูงใจต่อการทำงาน คือ เตรียมตัวให้พร้อมอยู่เสมอสำหรับโอกาสที่มาถึง...นั้นหละคือ ความลับของความสำเร็จ การสรุปผลจากการศึกษาครั้งนี้ จึงมีข้อคิด ดีดี ตามโครงการ เรื่องดีๆ มีไว้แบ่งปัน ....คิดเชิงบวกเป็นพลัง สร้างความสำเร็จได้....ดังนี้


- “To handle yourself, use your haed;To handle others, use your heart”
( จงใช้ความคิดเพื่อที่ควบคุมตัวเอง แต่จงใช้หัวใจเพื่อควบคุมคนอื่น)
- “ you can’ t change the past but you can change the future into a better past” (คุณไม่สามารถกลับไปเปลี่ยนอดีตได้ แต่สิ่งที่คุณสามารถเปลี่ยนได้ คืออนาคตเพื่อที่จะเป็นอดีตที่ดีกว่า”
- “ the determined man finds the way, the other finds an excuse or alibi.” ( ผู้ที่แน่วแน่และมุ่งมั่น จะหาหนทางแก้ปัญหา ในขณะที่คนอื่นจะหาหนทางแก้ตัว”
- “ the best and most beautiful things in the world cannot be seen or even touched. They must be felt with the heart.” (สิ่งที่ดีและสวยงามที่สุดในโลก มองไม่เห็นและจับต้องไม่ได้ แต่จะรู้สึกได้จากหัวใจ)
- “Great minds must be ready not only to take opportunity, but to make them.” ( ความคิดที่ยิ่งใหญ่ไม่ใช่แต่เตรียมพร้อมต่อโอกาส แต่ยังพร้อมที่จะลงมือทำ)
- คิดในเชิงบวก : ชีวิตเราก็เหมือนกับการผจญภัย ซึ่งจะเผชิญหน้ากับปัญหาและสิ่งที่ท้าทาย คล้ายกับคนที่มีความคิดในแง่ลบที่ต้องเผชิญ กับสิ่งเลวร้ายที่คุกคาม หรือนักผจญภัยที่มักจะตื่นเต้นต่อสิ่งที่ท้าทาย เมื่อคุณเผชิญกับปัญหา ไม่ต้องกังวลกับอุปสรรคจนต้องล้มเลิกกับปัญหาเหล่านั้น
พยายามตั้งสติจัดลำดับถึงสิ่งที่คุณสามารถทำได้เพื่อแก้ปัญหานั้น พยายามรวบรวมข้อมูลที่จำเป็นต้องใช้ในการตัดสินใจ หรือการกระทำบางอย่างที่จำเป็น ซึ่งอาจจะต้องอาศัยการค้นคว้า การอ่าน หรือปรึกษากับคนอื่นที่เชื่อถือได้ และตั้งสมาธิในสิ่งที่คุณปฎิบัติได้ อย่าเสียเวลาและพลังงานให้กับสิ่งที่คุณไม่สามารถปฎิบัติได้ การกังวลเป็นสิ่งนำพาไปสู่ความล้มเหลว เมื่อคุณเริ่มฝึกการใช้ทัศนคติในทางที่สร้างสรรค์ คุณอาจจะพบว่าเป็นเรื่องยุ่งยากในการเริ่ม และอาจจะพบว่าเป็นเรื่องยุ่งยากในการเริ่ม และอาจจะพบว่าพฤติกรรมที่สนองตอบต่อสถานการณ์ที่คุกคามเป็นไปในทางลบเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจ เพราะการคิดในแง่ลบ สามารถทำได้ง่ายกว่าในสถานการณ์ที่ยุ่งยาก เพราะคุณไม่จำเป็นต้องดิ้นรนเพื่อแก้ปัญหา จึงเป็นการง่ายที่จะวิ่งหาการตอบสนองในแง่ลบ นั้นเอง

ข้อคิดดีดีในเชิงบวก.....ที่น่าสนใจ ได้แก่

- การคิดเป็นงานที่ยากที่สุดและเป็นเหตุผลที่ทำให้คนเราไม่ค่อยคิด
- ความสงสัยของเรา..เป็นสิ่งที่ทำลายและทำให้สูญเสียโอกาสดีๆ ในชัยชนะ
- ความเคร่งขึมไม่พูดไม่จา..เป็นสิ่งสกัดกั้นคนเราจากความพยายามเริ่มแรก
- สิ่งเลวร้ายเป็นตัวดึงความสามารถของเราออกมาใช้ได้ในสถานการณ์ที่ปกติ
- ความรักและความกลัวไม่สามารถอยู่ในชามเดียวกันได้
- เคล็ดลับของความสำเร็จคือการเดินทางอย่างต่อเนื่องไปสู่จุดหมาย
- ไม่มีความตื่นเต้นในความซ้ำซากจำเจ
- เมื่อคุณต้องการความรู้ เหมือนกับที่คุณต้องการอากาศเมื่อนั้นคุณก็จะได้มัน
- สิ่งแรกที่ต้องทำคือตั้งใจกับตัวเองและลงมือทำ
- ไม่มีสิ่งใดๆ ในโลกที่ดีหรือเลวมีแต่ความคิดของเราเท่านั้นที่ทำให้เกิดความดีและความเลว
- การคำนึงถึงจุดบกพร่องไม่ใช่เรื่องเลวร้าย ต่อการถูกครอบงำต่างหากที่ใช่
- ไม่มีสิ่งใดในโลกที่สามารถทดแทนที่การต่อสู้ให้ถึงที่สุด และการตัดสินใจนั้นที่ทำให้ทุกอย่างสำเร็จ
- เคล็ดลับของความสำเร็จคือ ความแน่วแน่ในจุดประสงค์
- เวลาเป็นทรัพยากรที่ยากที่สุดและหากเราไม่จัดสรรเวลา เราก็ไม่สามารถจัดสรรอย่างอื่นได้เลย
- เราหลายคนนอนไม่หลับในตอนกลางคืน เพราะจิตใจของเรามัวมัวแต่วนเวียนคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้น
- เราทุกคนควรคำนึงถึงอนาคตของตนเอง เพราะเราจะต้องใช้ชีวิตที่เหลือในอนาคต
- คนที่ไม่เคยทำผิดคือคนที่ไม่เคยทำอะไรเลย
- ความลับของความสำเร็จคือเตรียมตัวให้พร้อมอยู่เสมอสำหรับโอกาสที่จะมาถึง
- ใครก็ตามไม่ควรหันหลังและวิ่งหนีอันตรายที่คุกคาม
- บางคนฝันที่จะประสบผลสำเร็จอย่างสวยหรูในขณะที่บางคนกำลังลงมือกระทำ
- อย่าขาดความมั่นใจในตัวเองและตระหนกตกใจในสิ่งที่คุณทำทุกๆ สิ่งคือประสบการณ์
- ทัศนคติเป็นสิ่งที่สำคัญกว่าความจริง
- ความต่อเนื่องของจุดประสงค์เป็นส่วนที่จำเป็นที่สุดของความสุข
- ความกระตือรือร้นเป็นกุญแจที่นำไปสู่ความเป็นผู้นำ และเป็นสิ่งสำคัญสำหรับจิตใจที่เข้มแข็ง และเป็นสิ่งสะท้อนให้เห็นภาพในอนาคต เป็นสิ่งจูงใจสำหรับความกระตือรือร้น
- ความพยายามที่ดีเป็นสิ่งที่คุ้มค่าต่อทุกสิ่ง
- เมื่อคุณเห็นการมีชีวิตเป็นสิ่งที่หนักหนาสาหัส ลองพยายามอดกลั้นและต่อสู้กับมัน จงอย่าวิ่งหนีปัญหาใดๆ ที่คุณเผชิญอยู่และเชื่อใจในตัวเองว่าสองมือของคุณสามารถทำให้คุณฝ่าฟันช่วงวิกฤตและผ่านมันไปได้
- เส้นบางๆ ที่คั่นระหว่างความเป็นไปได้และความเป็นไปไม่ได้คือ การตัดสินใจของเรา
- คนที่ประสบผลสำเร็จ ไม่ว่าจิตสำนึกของพวกเขาจะตระหนักถึงความสำเร็จนั่นหรือไม่ก็ตาม พวกเขาก็แสดงให้เห็นความจริง
- จิตใจคือชะแลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดและความคิดของมนุษย์คือกระบวนการ ซึ่งตอบรับมุ่งหมายของมนุษย์
- ไม่มีนกตัวใดบินสูงเกินไป ถ้ามันบินด้วยปีกของมันเอง
- ปัญหาทางใจและอารมณ์ที่อ่อนแอ ซึ่งรบกวนคนทั่วไปนั่นคือ ข้อจำกัดต่อการปฏิบัติหน้าที่ของมนุษย์ที่มีอำนาจที่สุด
- สิ่งที่เรามองเห็นจะเป็นเช่นไรขึ้นอยู่กับว่าเรามองหาอะไร
- มีเพียงสิ่งเดียวในชีวิตที่จะสามารถพิชิตได้โดยไม่ต้องใช้ความพยายามมากมายคือความล้มเหลว
- ยิ่งมีความขยันเท่าไหร่ ก็ยิ่งประสบความสำเร็จเร็วเท่านั้น
- การกระทำตัดสินเราเท่าๆ กับที่เราตัดสินใจกระทำ
- อุปสรรคคือสิ่งที่น่าตกใจก็ต่อเมื่อคุณไม่ได้มองไปที่จุดหมายปลายทาง
- คนที่ทำงานไม่เหมาะสมกับตนเอง และล้มเหลวในงานนั้นตลอดเวลา ย่อมพบกับความยากลำบากมากกว่าคนที่ทำงานที่เหมาะสมกับตนเองแล้วประสบความสำเร็จ
- ไม่มีใครฉลาดโดยปราศจากการได้รู้จักความโง่เขลามาก่อน
- ใครที่รู้อะไรนิดหน่อยก็มักจะคุยโวถึงมัน
- ก่อนที่จะพูดอะไรออกไป หวนกลับมาคิดเสียก่อนว่า..ไม่ได้พูดในสิ่งที่คิดได้โดยบังเอิญ
- สิ่งหนึ่งที่คุณไม่สามารถสอนคนอื่นคือสามัญสำนึก
- คุณจะได้รับสิ่งที่ดีที่สุดของคนอื่นเมื่อคุณได้ให้สิ่งที่ดีที่สุดของคุณไป
- คำแนะนำเหมือนหิมะที่โปรยปรายลงมายิ่งบางเบาเพียงใดก็ยิ่งแตะเพียงเปลือกนอกและยิ่งหนักหนาเท่าใดก็ยิ่งลึกถึงความรู้สึกเท่านั้น
- มีแม่เหล็กอยู่ในหัวใจของคุณซึ่งจะดึงดูดมิตรแท้แม่เหล็กชนิดนี้คือ ..ความไม่เห็นแก่ตัวและการคิดถึงคนอื่นก่อน เมื่อคุณเรียนรู้ที่จะอยู่เพื่อคนอื่น พวกเขาก็จะอยู่เพื่อคุณ
- ความใกล้ชิดสนิทสนมเป็นบ่อเกิดแห่งความเกลียด
- ยิ่งมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันมากเท่าไหร่ ยิ่งสร้างความสัมพันธ์ที่ดีมากขึ้นเท่านั้น
- คุณสามารถหาเพื่อนได้ภายในสองเดือนด้วยการสนใจในสิ่งที่คนอื่นกระทำมากกว่าการหาเพื่อนภายในสองปีด้วยการทำให้คนอื่นสนใจในการกระทำของคุณ
- หนทางที่จะทำให้คุณมีความสุขคือการทำให้คนอื่นมีความสุขเช่นคุณ
- ชีวิตเหมือนภาพเขียนขนาดใหญ่และคุณควรจะใช้สีทั้งหมดที่คุณมีสร้างสรรค์มันขึ้นมา
- ถ้าคุณต้องการประสบความสำเร็จมากขึ้นหนึ่งเท่าตัวจงเพิ่มความล้มเหลวเป็นสองเท่าตัว
- บุคคลที่มีชีวิตอยู่อย่างถูกต้องและเหมาะสมแม้อยู่ในความเงียบก็แลมีอำนาจกว่าผู้อื่น
- จิตใจที่ยิ่งใหญ่วิพากษ์วิจารณ์ความคิดจิตใจสามัญวิพากวิจารณ์เหตุการณ์แต่จิตใจที่ต่ำต้อย นั้น วิจารณ์เพียงผู้คน
- เพื่อนคือคนที่รู้จักเราและรักเราไม่ว่าจะเป็นอย่างไร
- สิ่งที่ต้องกระทำตลอดช่วงชีวิตคือ...การซื่อสัตย์กับตัวเอง
- ไม่ยุติธรรมเลยที่คุณจะขอร้องให้คนอื่นทำในสิ่งที่คุณไม่ต้องการทำ
- คุณหลอกคนทุกคนได้ในบางเวลาและหลอกบางคนได้ตลอดเวลาแต่คุณไม่สามารถหลอกทุกคนได้ตลอดเวลา
- จงระวังสิ่งเล็กๆน้อยๆ เช่นรอยรั่วเล็กๆ อาจทำให้เรือร่มได้
- ชีวิตผ่านไปอย่างรวดเร็ว..ถ้าคุณไม่หยุด..และมองไปรอบๆบ้าง.คุณอาจจะพลาดบางอย่างไป
- จงเรียนรู้จากความผิดพลาดของผู้อื่นเพราะเราไม่สามารถเรียนรู้ความผิดพลาดนั้นได้ ทั้งหมดในช่วงชีวิตของเราเอง
- ความผิดพลาดเกิดขึ้นได้กับทุกๆ คน
- ไม่มีสิ่งใดๆ ในชีวิตที่น่ากลัว...มีแต่สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจ
- ถ้าคุณไม่อดทนต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง...คุณก็จะล้มเหลวในทุกๆ สิ่ง
- การเดินทางทุกครั้ง ย่อมจะต้องมีก้าวแรกก่อนเสมอ
“ คิดเชิงบวก.............พลังสร้างความสำเร็จ สามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันและ หน้าที่การงานได้ นอกจากนี้ยังสามารถนำข้อคิดต่างๆ ไปดำเนินชีวิตเพื่อความสำเร็จของท่าน ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้ก่อนทำ เรียนรู้ขณะทำ หรือหลังเรียนรู้จากการกระทำ แต่เชื่อแน่ว่า ผลลัพธ์ของการได้ศึกษาจากหนังสือเล่มนี้ ย่อมมีส่วนที่จะเป็นแรงผลักดันนำไปสู่การค้นหาวิธีแก้ปัญหา และรวมทั้งการแสวงหาวิธีปฏิบัติตนให้สู่เป้าหมายหลักชัยแห่งชีวิต ได้เป็นอย่างดี”
...............................................................
อ้างอิง
สามารถศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติม/หนังสือ/อ้างอิง
คิดเชิงบวก ...พลังสร้างความสำเร็จ โดย นายสุทธิชัย ปทุมทอง

สรุปเนื้อหาโดย นายเกียรติศักดิ์ สีหนันทวงศ์ นักทรัพยากรบุคคลชำนาญการ ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนนครราชสีมา สถาบันการพัฒนาชุมชน กรมการพัฒนาชุมชน

คิดบวก ( Positive Thinking )

การที่คนเราจะประสบความสำเร็จในชีวิตไม่ว่าจะเป็นในด้านการงาน , อาชีพ หรือครอบครัวนั้น อาจต้องอาศัยมูลเหตุมาจากหลากหลายปัจจัย เช่น คุณต้องมีความคิด ต้องวางแผน เมื่อคิด หรือวางแผนแล้วต้องลงมือทำตามแผนนั้น จึงจะประสบความสำเร็จได้ หรือ เมื่อมีโอกาส และคุณเองก็มีความสามารถพร้อมที่จะไขว่คว้าโอกาสนั้น ขณะที่คนอื่นๆ ไม่สามารถทำได้ คุณก็ย่อมมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จมากกว่าคนอื่น

สำหรับผมคิดว่า การคิดบวก ( Positive Thinking ) ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้คนเราประสบความสำเร็จได้เช่นเดียวกัน หลายคนอาจจะมีคำถาม ว่าทำไมการคิดบวกจึงมีส่วนช่วยให้เราประสบความสำเร็จ ตามทัศนะของผมเอง มีความเห็นว่า การคิดบวกในสถานการณ์ต่าง ๆ มักทำให้เราเห็นโอกาสที่แฝงอยู่ในวิกฤตเสมอ ทำให้เราสามารถนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์แก่ตนเองได้ทุก ๆ สถานการณ์ ทำให้เกิดความสบายใจ และเป็นสุข เป็นการเปลี่ยนมุมมองความคิดที่ต่างจากคนทั่วไป เช่น

“เวลาเราเจองานหนัก ให้บอกตัวเองว่า นี่คือโอกาสในการเตรียมพร้อมสู่ความเป็นมืออาชีพ”

หรือ
“เวลาเจอความทุกข์หนัก ให้บอกตัวเองว่า นี่คือแบบฝึกหัดที่จะช่วยให้เกิดทักษะในการดำเนินชีวิต”

เป็นต้น

“การคิดบวก” เป็นสิ่งที่คนเราสามารถที่จะนำมาปฏิบัติได้ไม่ยากมากนัก แต่สิ่งที่อาจเป็นปัญหาสำหรับหลาย ๆ คน ก็คือ จะทำอย่างไรให้สามารถที่จะคิดบวกได้ทุกขณะที่เกิดปัญหา หรือเหตุการณ์ต่างๆ อันไม่พึงประสงค์ ในชีวิตของเรา เพราะโดยธรรมชาติของคนเราที่ยังฝึกฝนตนเองได้ไม่ดีพอ มักจะคิดไปในทางลบ หรือ ทำลาย มากกว่า ทางบวก หรือ สร้างสรรค์

มีคำกล่าวตามพุทธภาษิตที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ พอจะสรุปได้ความดังนี้

“จิตนี้ประภัสสร คือ มีความสะอาด สว่าง และสงบ แต่ที่จิตนี้มีความทุกข์ ความเศร้าหมอง เกิดจากความไม่รู้ในความเป็นจริง และกำลังของสติมีไม่พอ เมื่อมีสิ่งใดเข้ามากระทบย่อมเกิดความทุกข์” ซึ่งนั่นก็หมายความว่า จิตใจของคนเราโดยเนื้อแท้ เป็นจิตที่บริสุทธิ์ แต่ที่คิดไม่ดี เกิดจากความไม่รู้ หรือ ขาดสติ จึงทำให้คิดบวกไม่ทัน ประกอบกับบางคนที่สั่งสมแต่การคิดร้าย ไม่สร้างสรรค์ อันอาจจะเกิดจากการที่ได้รับประสบการณ์ชีวิต การงาน อาชีพที่ผ่านมาไม่ดีซ้ำแล้วซ้ำอีก จึงไม่อาจที่จะคิดบวกได้ง่าย แล้วจะแก้ไขได้อย่างไรดีล่ะ ? ถ้ายังอยากจะแก้ไขตัวเองอยู่ ผมมีเทคนิคดีๆ ที่น่าสนใจ คือ “การแก้ไขที่จิตใต้สำนึก” เป็นเทคนิคง่ายๆ ที่สามารถปฏิบัติแล้วเห็นผลได้จริง

คนเรามักจะไม่ค่อยรู้ หรือ สังเกตความคิดของตนเอง ว่าในขณะที่เรากำลังพูด หรือ สื่อสาร (ในใจ) กับตัวเอง ซึ่งมีเกือบตลอดเวลา หลังจากได้รับข้อมูลผ่านเข้ามา ทั้งจาก ทางตา หู จมูก ลิ้น การสัมผัส และผุดขึ้นภายในจิตใจ ซึ่งมีทั้งความคิดที่ดี หรือไม่ดี สร้างสรรค์ หรือ ทำลาย สิ่งเหล่านี้ก็จะถูกบันทึกในจิตใต้สำนึกของเราเสมอ ซึ่งตัวจิตใต้สำนึกของเราไม่สามารถแยกแยะ หรือ เลือกที่จะเก็บความคิดที่ดีเพียงอย่างเดียวได้ เมื่อคุณคิด ( ทั้งดี และไม่ดี ) ก็จะถูกเก็บทั้งหมด เมื่อจิตใต้สำนึกเก็บความคิดที่เป็นลบอยู่เสมอ สิ่งที่จะเกิดผลกระทบตามมาคือ พฤติกรรมคุณก็จะเปลี่ยนไปตามที่คุณคิด ดังคำกล่าวที่ว่า “ความคิด กำหนดพฤติกรรม” เมื่อคุณคิดดี พฤติกรรมที่แสดงออกดีด้วย แต่ถ้าคุณคิดร้าย พฤติกรรมร้าย ๆ ก็จะตามมา เมื่อเราทราบเช่นนี้แล้วเราลองมาเปลี่ยนแปลงชีวิตเรา โดยการเปลี่ยนความคิด ด้วยการป้อนข้อมูลที่เป็นบวกให้กับจิตใต้สำนึกกันดีกว่าครับ

วิธีการเปลี่ยนข้อมูลในจิตใต้สำนึก

1.สิ่งแรกที่สำคัญมากที่สุดในสิ่งที่ผมจะกล่าวต่อไปนี้ คือ คุณต้องมีศรัทธา หรือ ความเชื่อก่อนว่าคุณสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิต ความคิด หรือ พฤติกรรมของคุณได้ จากการเปลี่ยนข้อมูลในจิตใต้สำนึก หากคุณขาดซึ่งศรัทธา ย่อมจะประสบความล้มเหลว
มีบางคนอาจจะสงสัยว่า แล้วเราจะมีความศรัทธาได้อย่างไร เพราะไม่รู้ว่าปฏิบัติแล้วจะได้ผลจริงหรือไม่ ผมอยากให้เราลองใช้หลัก “กาลามสูตร” อย่าเชื่อทั้งหมด แต่ก็อย่าตัดสินใจปฏิเสธก่อนที่จะนำมาทดลองปฏิบัติ เมื่อเห็นผลแล้วจึงค่อยเชื่อ เมื่อนั้นคุณก็จะเกิดความศรัทธาครับ

2.ทางวิทยาศาสตร์สมอง มีข้อมูลว่า เราสามารถที่จะสื่อสารกับจิตใต้สำนึกของเราได้ในขณะที่ยังมีสติอยู่ คือ ช่วงเวลาที่เรามีคลื่นสมองที่มีความถี่ระหว่าง 9 – 13 รอบต่อวินาที หรือที่เรียกว่า ช่วงคลื่นอัลฟ่า ซึ่งจะเป็นช่วงที่เราทำสมาธิ หรือ เป็นช่วงที่เรารู้สึกผ่อนคลายสุด ๆ เช่น ช่วงที่เราตื่นนอนตอนเช้าใหม่ ๆ หรือ เป็นช่วงที่เราปรับคลื่นสมองโดยการใช้เพลงบรรเลง (โมสาส) ช่วยในการปรับให้สมองมาอยู่ในระดับที่ผ่อนคลาย

คลื่นสมองของคนเราจะแบ่งออกเป็น 4 ระดับ ตามความถี่ของคลื่นดังนี้

2.1 คลื่นเบต้า มีความถี่ 14-30 hertz เป็นคลื่นที่เกิดขึ้นขณะที่ตัวเราตื่นตัว มีการเคลื่อนไหว ทำกิจกรรมต่างๆ หรือเมื่อเกิดภาวะอารมณ์ที่รุนแรง เช่น เครียด ,กลัว ฯลฯ

2.2 คลื่นอัลฟ่า มีความถี่ 9-13 hertz คลื่นนี้เป็นคลื่นที่มีความสงบมากขึ้น และเป็นคลื่นที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อการปรับเปลี่ยน พฤติกรรมของ มนุษย์มาก เพราะเป็นช่วงที่เราสามารถนำข้อมูลดีดีเข้าสู่ระบบการเรียนรู้ความทรงจำถาวร หรือเป็นการโปรแกรมสมองใหม่ได้ เป็นช่วงที่เรานำข้อมูล จากจิตสำนึก (Concious) ไปสู่จิตใต้สำนึก ( Subconcious) ด้วยเหตุนี้ศาสตร์แห่งการบำบัดหลายแขนงจึงพยายามหาทาง ให้มนุษย์สามารถมีคลื่นอัลฟ่า เกิดขึ้น เพื่อเป็นการล้างระบบของเสียๆออกจากฐานข้อมูลภายในแล้วนำข้อมูลดีดี เข้ามาแทน ซึ่งคนที่ไม่เข้าใจอาจทำสิ่งที่ตรงกันข้ามก็ได้

2.3 คลื่นธีต้า มีความถี่ 4-8 hertz เป็นคลื่นสมองที่เกิดตอนเราหลับ หรือทำสมาธิ(เริ่มเข้าฌาน) หรือเมื่อเราตกอยู่ในห้วงสมาธิลึกมากใจจดจ่อ จนไม่ได้ยินหรือไม่รับรู้สิ่งแวดล้อมภายนอก

2.4 คลื่นเดต้า มีความถี่ 1-3 hertz เป็นคลื่นที่เกิดในระหว่างหลับลึก ผ่อนคลาย สงบ

3.เมื่อคลื่นสมองอยู่ในช่วงที่ต้องการแล้ว ซึ่งสามารถสังเกตได้จากความสงบภายในจิตใจ รู้สึกสบาย ผ่อนคลาย เพื่อที่จิตใต้สำนึกจะบันทึกข้อมูลได้ง่ายขึ้น ให้เราเลือกประโยค ข้อความ ที่เราต้องการจะแก้ไข เช่น “ฉันมีความมั่นใจในตัวเอง” หรือ “ฉันเป็นคนที่เรียนเก่ง” (สำหรับคนที่ขาดความมั่นใจ ในตัวเอง) แล้วพูดกับตัวเองในใจ ซ้ำ ๆ กัน 5- 10 รอบ เป็นประจำทุกๆ วัน ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ ช่วงเช้า และก่อนเข้านอน

4.จากการวิจัยทางด้านสมองพบว่า คนเราจะเปลี่ยนความคิด หรือ พฤติกรรมได้นั้น เราจะต้องคิด หรือทำสิ่งนั้นติดต่อกันไม่น้อยกว่า 21 วันขึ้นไป แล้วผลที่เราต้องการจะค่อย ๆ ปรากฏขึ้น ( เป็นช่วงระยะเวลาที่สมองได้สร้างเส้นใยมารองรับสิ่งที่เราได้เรียนรู้ )

5.สิ่งที่สำคัญอันดับสองรองลงมา คือ เราจะต้องมีสติ ระลึกรู้ให้เท่าทันจิต รู้จักที่จะจับความคิดภายในตนเองได้ทันเมื่อมีการเคลื่อนไหวความคิดไปในทางลบ ขณะเดียวกันเมื่อเราได้ยินสนทนาในทางลบให้รีบขจัดคำสนทนานั้นๆ ทันที ด้วยคำพูด “หยุด หรือ เลิกคิด” จากนั้นใส่ข้อมูลตรงข้ามที่เป็นบวกแทนที่ เช่น
จาก ฉันทำไม่ได้ (ลบ ) เป็น ฉันทำได้แน่นอน ( บวก ) หรือ จาก ฉันเป็นคนที่ไม่เอาไหน เป็น ฉันก็เป็นคนที่มีความสามารถคนหนึ่ง เป็นต้น

การคิดเชิงบวก (Positive Thinking)

การคิดเชิงบวก หรือ positive thinking เป็นทัศนคติที่มีต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในด้านที่เป็นกำลังใจ มีความเห็น เห็นด้านดีของสถานการณ์ เมื่อใดก็ตามหากเรามีความคิดเชิงบวก เราจะไม่ย่อท้อ มีกำลังใจในชีวิต และเป็นพลังในการผลักดันชีวิตให้ก้าวไปข้างหน้า สิ่งที่ตรงข้ามกับการคิดเชิงบวก คือ การคิดเชิงลบ (negative thinking) หรือเห็นอะไรก็เป็นปัญหาอุปสรรคไปหมด เป็นการมองด้านเลวร้ายของสถานการณ์ ให้ให้ท้อถอย สิ้นหวัง วิธีการฝึกคิดเชิงบวก คือ การสร้างความเชื่อมั่น ศรัทธาในพลังของตนเอง เชื่อในสิ่งที่ดีงามว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เข้าทำนองเชื่อว่าธรรมะย่อมชนะอธรรมในท้ายที่สุด ไม่ชนะชาตินี้ก็คงมีโอกาสชนะชาติหน้า และฝึกมองด้านตรงข้ามของสถานการณ์ที่เลวร้ายว่า ยังมีอะไรที่มีคุณค่าแฝงไว้อยู่

ผลของการคิดเชิงบวก

จะเห็นว่าการที่มนุษย์มีความคิดเชิงบวกแล้ว ผลดีก็คือ รู้จักให้อภัยตัวเองและผู้อื่น มนุษย์จะสามารถ มองโลกและชีวิตได้อย่างเข้าใจ มองอนาคตอย่างมีความหวัง และมีความสุขมากขึ้น เกิดแรงบันดาลใจ
วิธีการฝึกคิดบวก มนุษย์ เราสามารถสร้างนิสัยคิดบวกได้พอๆ กับนิสัยคิดลบ แต่นิสัยคิดลบเกิดได้ง่ายกว่า เพราะต่างทำกันเป็นประจำอยู่แล้ว ฉะนั้น ลองทำตามวิธีต่อไปนี้ดู เพื่อสร้างนิสัยคิดในด้านดี และขจัดความคิดด้านร้ายให้หมดไป

วิธีการฝึกคิดบวกนั้นไม่ยาก ลองดู 12 ขั้นตอนง่ายๆ ต่อไปนี้

ให้มองไปข้างหน้า อย่ามองย้อนหลัง ทุกคนเคยทำผิดมาแล้วทั้งนั้น แต่ต้องไม่จมอยู่กับอดีตที่ผิดพลาด เพราะชีวิตต้องดำเนินต่อไป จงวางเป้าหมายเล็กๆที่เป็นไปได้ และพยายามทำให้สำเร็จรู้จักให้อภัยตัวเองและผู้อื่น สำหรับคนส่วนใหญ่แล้ว เรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นในชีวิต เป็นผลพวงมาจากการกระทำของตนเองทั้งสิ้น ในบางครั้งบางคราว เราต่างตัดสินใจผิดพลาด แต่เมื่อรู้สำนึกแล้ว ก็ต้องปล่อยให้มันผ่านไป เรียกว่าเป็นการให้อภัย และต้องให้อภัยตัวเองเมื่อทำผิดพลาด เพื่อที่จะเดินหน้าต่อไป รวมทั้งใช้ความผิดพลาดจากอดีตเป็นบทเรียน เพื่อก้าวย่างที่ดีกว่าในอนาคตถ้าแก้วมีน้ำแค่ครึ่งเดียว จงเติมให้เต็มแก้ว การมองว่า มีน้ำเหลืออยู่ครึ่งแก้ว หรือน้ำหายไปครึ่งแก้วนั้น ถูกทั้ง 2 อย่าง อยู่ที่ว่าผู้มองเป็นคนมองโลกในแง่ดีหรือร้าย และไม่ผิดอะไรที่คุณจะเติมน้ำให้เต็มแก้วมองหาบุคคลต้นแบบ ทุกคนควรมีบุคคลต้นแบบที่เป็นแรงบันดาลใจ คนคนนั้นอาจเป็นผู้ที่เอาชนะอุปสรรคใหญ่ๆได้สำเร็จ และประสบความสำเร็จอย่างงดงามในที่สุด หรือเป็นผู้ที่ทำงานหนักและสัมฤทธิ์ผลจงเอาคนนั้นเป็นแรงบันดาลใจในการดำเนินชีวิตพาตัวเองเข้าไปอยู่ในแวดวงของคนที่ประสบความสำเร็จและมอง โลกในแง่ดีมันเป็นเรื่องมหัศจรรยู์ที่พลังอำนาจของคนอื่น สามารถส่งผลกระทบต่อพลังในตัวเราได้ คนที่คิดในด้านบวกจะช่วยกระตุ้นและเป็นแรงบันดาลใจให้เรา เชื่อมั่นในตัวเองว่า เราสามารถทำสิ่งที่มุ่งมั่นไว้ให้สำเร็จได้ จำไว้ว่า..จงอยู่ให้ห่างคนที่คิดแต่แง่ร้าย ซึ่งจะขัดขวางการเดินหน้าของคุณ ดังพุทธศาสนสุภาษิตที่ว่า “คบคนพาล พาลพาไปหาผิด คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล”เห็นคุณค่าสิ่งดีๆในชีวิต เมื่อเราพอใจกับทุกเรื่องดีๆที่เกิดขึ้น ถึงแม้ว่าจะเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็ตาม มันจะช่วยให้เราขจัดความคิดในด้านลบออกไป การโฟกัสแต่สิ่งดีๆเหล่านี้ จะทำให้อุปสรรคที่เราเผชิญอยู่ กลายเป็นเรื่องเล็กน้อยที่เราจัดการได้ง่ายขึ้นรู้จักบริหารเวลาอย่างชาญฉลาด อย่าเสียเวลากับเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับสิ่งที่คุณตั้งเป้าไว้ในชีวิต ข้อสำคัญคือ มุ่งทำในเรื่องที่ทำให้ชีวิตของคุณเป็นไปดังที่หวังไว้ ซึ่งจะส่งผลให้คุณมีทัศนคติที่ดีจินตนาการว่ามีสิ่งดีๆเกิดขึ้น แปลกแต่จริงที่ว่า คนส่วนมากมักชอบวาดภาพเรื่องเลวร้ายกำลังเกิดขึ้น โดยมักจะพูดว่า “ถ้ามันเกิดขึ้น...” จงฝึกนึกถึงเรื่องดีๆกำลังเกิดขึ้น มองเห็นภาพงานที่กำลังทำเดินไปด้วยดี (ไม่ว่าจะเป็นงานที่บ้านหรือที่ทำงาน) และได้รับคำชมจากคนรอบข้างว่า“เยี่ยมมาก” เพราะนั่นจะเป็นกำลังใจให้คุณคิดบวกต่อไปความผิดพลาดมีไว้ให้เรียนรู้ มิใช่แส้ที่เอาไว้เฆี่ยนตี ทุกคนล้วนเคยทำผิดทั้งนั้น และถึงแม้ว่าได้พยายามอย่างดีที่สุดแล้ว แต่ก็ยังทำพลาด ขอให้จำไว้ว่า ยังมีโอกาสให้เริ่มต้นใหม่ ความผิดพลาดต่างๆที่ผ่านมาถือเป็นบทเรียน เพื่อนำไปปรับปรุงแก้ไข สิ่งที่จะทำต่อไปในอนาคตอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี ถ้ารอบๆตัวเต็มไปด้วยข้าวของวางระเกะระกะ กระจัดกระจายไปทั่วห้อง ลองหาเวลาจัดเก็บ ให้เป็นระเบียบเรียบร้อย ซึ่งจะช่วยให้คุณเปลี่ยนมุมมอง ความคิดได้มาก ใครจะมองโลกในแง่ดีได้ ถ้าต้องอยู่ท่ามกลางสภาพสกปรกรกรุงรังตลอดเวลา เพราะสภาพแวดล้อมที่ดี จะช่วยสร้างและเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดทัศนคติด้านบวกรับข้อมูลข่าวสารที่ดี หมั่นอ่านบทความที่สร้างแรงจูงใจ หรือฟังธรรมะที่กระตุ้นให้รู้สึกตื่นตัว และเกิดปัญญา ซึ่งจะช่วยให้มองโลก และชีวิตได้อย่างเข้าใจ มีความหวัง และความสุขให้คำมั่นสัญญากับตัวเอง และบอกตัวเอง ซ้ำๆ เพราะคำมั่นสัญญาดีๆมีผลต่อกระบวนการคิดของตัวเอง เช่น ถ้าคุณมีอาการซึมเศร้าเป็นประจำ คำมั่นสัญญาของคุณก็คือ “ฉันมีความสุข ฉันควบคุมตัวเองได้” บอกตัวเองเช่นนี้หลายๆครั้งในแต่ละวัน แล้วคุณจะรู้สึกถึงพลังความคิดด้านบวกที่เกิดขึ้น.
อานุภาพของความคิดเชิงบวก The Power of Positive Thinking

ความคิดเชิงบวก เป็นลักษณะท่าทีของจิตใจที่ยอมรับเอา ความคิด คำพูดและภาพที่เป็นสื่อนำให้เกิดความเจริญเติบโต และความสำเร็จของชีวิต มันเป็นสภาพของจิตภายในที่ทำให้มักคิดถึงแต่สิ่งที่ดีและน่ารื่นรมย์ จิตใจที่เป็นเชิงบวกคิดถึงแต่ความสุข ความยินดี สุขภาพที่ดี และผลสำเร็จใน ทุกๆสถานการณ์และทุกการกระทำ และไม่ว่าจิตใจจะคาดหวังหรือคิดถึงสิ่งใดสิ่งนั้นๆ ก็จะบังเกิดขึ้นจริงในชีวิต ไม่ใช่ทุกคนที่จะยอมรับหรือเชื่อในเรื่อง ความคิดเชิงบวก บางคนว่าเป็นเรื่องไร้สาระ และบางคนเย้ยหยันผู้ที่เชื่อและยอมรับในเรื่องนี้ สำหรับผู้ที่ยอมรับ ก็มีน้อยคนนักที่จะรู้วิธีใช้ประโยชน์จากมัน อย่างมีประสิทธิภาพและได้รับผลดี กระนั้นก็ดีดูเหมือนว่าหลายคนเริ่มที่จะให้ความสนใจกับเรื่องนี้ มีหนังสือหลายเล่มที่นำเสนอแนวความคิดนี้ ตลอดจนมีการบรรยายหลายๆครั้งในที่ต่างๆทั่วโลก และมีการจัดหลักสูตรอบรมในเรื่องนี้มากมาย ไม่ต้องสงสัยเลยว่าความคิดเชิงบวก กำลังได้รับความนิยม เพิ่มมากขึ้นโดยลำดับเป็นเรื่องค่อนข้างปกติที่จะได้ยินผู้คนพูดว่าแย่ๆและมีความกังวลในใจ ผู้คนส่วนใหญ่ไม่ใส่ใจกับคำพูดเช่นนี้มากนัก เพราะเขาไม่เข้าใจ ว่าที่จริงมันหมายความว่าอย่างไร หรือไม่คิดว่ามันจะมีผลในทางที่ดีสักเท่าใด มีสักกี่คนที่จะคิดพิจารณาถึงความหมายของการคิดเชิงบวกอย่างจริงจัง

เรื่องราวต่อไปนี้แสดงให้เห็นถึงการทำงานของพลังดังกล่าว

อัลลันไปสมัครงาน แต่ในช่วงนั้นเขาไม่ค่อยมีความมั่นใจในตัวเอง เขาคิดว่าเขาล้มเหลวและยากที่จะประสพความสำเร็จ เขารู้สึกว่าเขาจะไม่ได้งาน เขามีทัศนะเชิงลบต่อตัวเอง เขาคิดว่าผู้สมัครคนอื่นๆดีกว่า มีคุณสมบัติมากกว่าตัวเขา อัลลันมีทัศนะคติเช่นนี้เนื่องจากผ่านประสบการณ์ที่ไม่ค่อยดีจาก การสัมภาษณ์งานมาก่อนจิตใจของเขา เต็มไปด้วยความคิดเชิงลบและความกลัวเกี่ยวกับเรื่องงานตลอดทั้งอาทิตย์ก่อนการสัมภาษณ์ เขาคิดว่าเขาอาจจะต้องได้รับการปฏิเสธ ในวันสัมภาษณ์เขาตื่นสาย ในความกลัวและวิตกกังวลนั้น เขาพบว่าเสื้อตัวที่คิดว่าจะใส่ไปสัมภาษณ์สกปรก ส่วนอีกตัวหนึ่งก็ยัง

ไม่ได้รีด เนื่องจากว่ามันสายแล้ว เขาจึงออกจากบ้านด้วยเสื้อที่เต็มไปด้วยรอยยับระหว่างการสัมภาษณ์ เขารู้สึกเครียด ท่าทีที่แสดงออกจึงดูไม่ดีเลย เขาเป็นกังวลเกี่ยวกับเรื่องเสื้อและรู้สึกหิวเพราะไม่มีเวลากินข้าวเช้า ทั้งหมดนี้ทำให้เขาว้าวุ่นและทำให้ยากที่จะจดจ่ออยู่กับการสัมภาษณ์ พฤติกรรมโดย ทั่วไปของเขาสร้างความรู้สึกที่ไม่ดี และในที่สุด สิ่งที่เขากลัวก็เกิดขึ้นจริง เขาไม่ได้งานทำจิมสมัครเข้าทำงานแบบเดียวกัน แต่เรื่องราวเป็น คนละแบบ เขามั่นใจว่าจะต้องได้งานทำในช่วงสัปดาห์ก่อนการสัมภาษณ์ เขาสร้างมโนภาพว่าตนเองมีลักษณะท่าทาง ที่น่าประทับใจและกำลังจะได้งานทำ

เย็นวันก่อนสัมภาษณ์ เขาเตรียมเสื้อผ้าที่จะใส่และเข้านอนเร็วกว่าปกติเล็กน้อย ในวันสัมภาษณ์เขาตื่นเช้ากว่าปกติและมีเวลาทานอาหารเช้า และแล้วเขาก็ถึงสถานที่สัมภาษณ์ก่อนเวลาที่นัดหมายไว้เขาได้งานทำเพราะเขาได้สร้างความประทับใจที่ดี แน่นอนเขามีคุณสมบัติเหมาะสมสำหรับงานด้วย แต่อันที่จริงอัลลันก็มีคุณสมบัติเหมาะสมเช่นกันเราได้เรียนรู้อะไรกับเรื่องราวของทั้งสองคนนี้ จิมใช้เวทมนต์เพื่อให้ได้งานทำ หรือไม่ทั้งหมดเป็นไป ตามธรรมชาติ เมื่อมีท่าทีเป็นบวก เราก็มีความพอใจ มีความรู้สึกที่ดีและมีมโน

ภาพที่สร้างสรรค์ ตัวตนทั้งหมดประกาศเจตนาที่ดี ความสุขและความสำเร็จ แม้แต่สุขภาพก็ได้รับผลดีด้วย เราเดินอย่างผึ่งผาย พูดจาด้วยน้ำเสียงที่มีพลัง ภาษาร่างกายแสดงออกถึงความรู้สึกที่อยู่ภายในทั้งความคิดเชิงบวกและเชิงลบมีลักษณะเหมือนโรคติดต่อ เราทุกคนได้รับผลไม่ทางใดก็ทาง

หนึ่งจากผู้คนที่เราพบเห็น สิ่งนี้เกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ และเกิดอยู่ ณ ระดับจิตใต้สำนึก โดยการถ่ายทอดทางความคิด ความรู้สึก และภาษาท่าทาง ผู้คนสัมผัสรัศมีกายของเราและได้รับผลจากความคิดของเรา ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเราชอบที่จะอยู่ท่ามกลางคนที่มีลักษณะเชิงบวก พยายามหลีกเลี่ยงคน ที่มีลักษณะเชิงลบ ผู้คนมีความโน้มเอียงที่จะช่วยเราถ้าเราเป็นคนเชิงบวก พวกเขาไม่ชอบและหลีกเลี่ยงใครก็ตาม ที่แผ่รังสีเชิงลบออกมาความคิดเชิงลบ คำพูดและท่าทีที่นำมาซึ่งความรู้สึกเชิงลบและอารมณ์ที่ไม่เป็นสุข เมื่อจิตมี

ลักษณะเป็นเชิงลบ พิษร้ายจะแทรกซึมเข้าสู่กระแสโลหิตซึ่งจะเป็นสาเหตุให้เกิดความไม่เป็นสุขและเกิดสภาพเชิงลบ นี่คือหนทางไปสู่ความล้มเหลว และความผิดหวัง

หลักในการปฏิบัติ

Practical Instructions เพื่อที่จะเปลี่ยนจิตใจของเราให้มีลักษณะเป็นเชิงบวก ต้องมีความเพียรพยายาม และมีการฝึกฝนภายในอย่างจริงจัง เจตคติและความคิดไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ในชั่วข้ามคืนจงอ่านเรื่องนี้อย่างพินิจพิจารณา คำนึงถึงประโยชน์ของมันและลองฝึกฝนดู อำนาจของความคิด เป็นอำนาจที่ยิ่งใหญ่ที่มีอิทธิพลต่อชีวิตของเราเสมอ โดยแสดงอิทธิพลในระดับจิตใต้สำนึก แต่มันก็เป็นไปได้ที่จะทำให้ขบวนการนี้เกิดขึ้นในระดับจิตสำนึก แม้แนวความคิดนี้จะดูแปลก แต่ลองพยายามดูเพราะคุณไม่มีอะไรที่จะต้องเสีย มีแต่จะได้ ไม่ต้องสนใจว่าใครจะพูดหรือคิดกับคุณอย่างไร เมื่อพวกเขารู้ว่า คุณได้เปลี่ยนวิธีการคิด ของคุณไปแล้ว จงสร้างแต่มโนภาพที่คุณชื่นชอบและคิดถึงแต่สถานการณ์ที่เป็นประโยชน์ จงใช้คำที่มีลักษณะเชิงบวก ในการสนทนาภายใน (ในความคิด) เมื่อพูดกับคนอื่น จงยิ้มเล็กน้อย เพราะสิ่งนี้จะช่วย

ข้อคิดคำคม เกี่ยวกับเรื่องความคิดเชิงบวก

Quotes on Positive Thinking

The difference between

letters that determine your life''s direction.
can and cannot are only three letters. Three

ความแตกต่างระหว่างคำว่า ทำได้ กับ ทำไม่ได้ อยู่ที่คำว่า “ไม่” ซึ่งสามารถเป็นตัวกำหนดเส้นทางชีวิตของคุณได้

Being positive or negative are habits of thoughts that have a very strong influence on life.

เชิงบวกหรือเชิงสร้างสรรค์ เชิงลบหรือเชิงทำลาย เป็นนิสัยของความคิดซึ่งมีอิทธิพลเป็นอย่างมากกับชีวิต

Positive and negative are directions. Which direction do you choose?

หนทางสร้างสรรค์ และหนทางแห่งการทำลาย คุณจะเลือกอะไร ?

Positive thinking is expecting, talking and visualizing with certainty what

you want to achieve, as an accomplished fact.

ความคิดเชิงบวกคือการคาดหวัง การพูดคุยและการสร้างมโนภาพที่ชัดเจน ในสิ่งที่เป็นความต้องการของคุณ

Riches, mediocrity and poverty begin in the mind.

ความยาก ดี มี จน เริ่มจากภายในจิตใจ

Reality is the mirror of your thoughts. Choose well what you put in front of the mirror.

สภาพของความเป็นจริงที่ปรากฎ ก็คือเงานสะท้อนจากกระจกแห่งความคิดของคุณ จงเลือกแต่สิ่งที่ดีๆเพื่อวางไว้หน้ากระจกนั้น

The mind is the decisive factor in your life, but who decides for the mind?

จิตเป็นส่วนประกอบอันทรงอิทธิพลในชีวิตของคุณ แต่ใครเล่าคือผู้ทรงอิทธิพลต่อจิต ?

A positive attitude brings strength, energy and initiative.

เจตคติเชิงบวกนำมาซึ่งความเข้มแข็ง พลังงานและความคิดริเริ่มสร้างสรรค์

To think negatively is like taking a weakening drug.

การคิดเชิงลบเหมือนกินยาที่ทำให้อ่อนแรง

Positive thoughts are not enough. There have to be positive feelings and positive actions.

ความคิดเชิงบวกอย่างเดียวไม่พอ จะต้องมีความรู้สึกเชิงบวกและการกระทำเชิงบวกด้วย

When you say, "I can''t" and expect the worst, you become weak and unhappy.

เมื่อคุณพูดว่า
“ฉันทำไม่ได้” และคิดว่าสิ่งที่เลวร้ายจะเกิดขึ้น คุณจะเริ่มอ่อนแอและไม่มีความสุข

When you say "I can", and expect success, you fill yourself with confidence and happiness.

เมื่อคุณพูดว่า
“ฉันทำได้” และแน่ใจในความสำเร็จ คุณเติมเต็มตนเองด้วยความมั่นใจและความสุข

You can close the windows and darken your room, and you can open the windows and let light in. It is a matter of choice. Your mind is your room.

Do you darken it or do you fill it with light?

คุณสามารถปิดหน้าต่างและทำให้ห้องของคุณมืด และคุณสามารถเปิดหน้าต่างและปล่อยให้แสงเข้ามา มันเป็นเรื่องของการเลือก จิตของคุณคือห้อง คุณจะทำให้มันมืดหรือเต็มไปด้วยแสงสว่าง

Positive thinking and negative thinking are attitudes. They are points of view, and show the way people handle their affairs.

ความคิดเชิงบวกและเชิงลบเป็นเจตคติ มันคือทัศนะและแสดงให้เห็นถึงวิถีทางที่ผู้คนจัดการกับเรื่องราวของตน

Suppose you stand at a crossroads, one way leads to a desert and the other one to lush meadows, which way do you choose?

ถ้าหากคุณยืนอยู่ตรงทางแยก ทางหนึ่งนำไปสู่ทะเลทรายและอีกทางหนึ่งนำไปสู่ทุ่งหญ้าเขียวชอุ่ม คุณจะเลือกไปทางไหน

Clear thoughts produce clear results.

ความคิดที่ชัดเจน ย่อมเกิดผลที่ชัดเจน

Positive thinking evokes more energy, more initiative and more happiness.

ความคิดเชิงบวกช่วยปลุกเล้าพลังงาน เพิ่มพูนความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และความสุข

Train your mind to think in terms of ''possible'' and ''can be done''.

ฝึกจิตของท่านให้คิดแต่ในทำนองที่ “เป็นไปได้” และ “สามารถทำได้”

When you have control over your thoughts, you have control over your life.

เมื่อคุณสามารถรควบคุมความคิดของคุณได้ คุณก็ควบคุมชีวิตของคุณได้

Happy thoughts attract happy people into your life.

ความคิดที่มีความสุขดึงดูดผู้คนที่มีความสุขเข้ามาในชีวิตของคุณ

Happy thoughts fill your life with happiness.

ความคิดที่มีความสุข เติมเต็มชีวิตของคุณด้วยความสุข

When you change your habitual thoughts, it is like changing the direction of a train.

เมื่อคุณเปลี่ยนนิสัยในการคิดของคุณ ก็เหมือนกับการเปลี่ยนทิศทางของขบวนรถไฟ

Affirm the positive, visualize the positive and expect the positive, and your life will change accordingly.

จงยืนยันมั่นใจในเชิงบวก สร้างมโนภาพเชิงบวกและคาดหวังในเชิงบวก และชีวิตของคุณก็จะเปลี่ยนแปลงไปตามนั้น

When there are difficulties and you feel down, this is the time to visualize, think and expect the positive.

เมื่อมีปัญหาความยุ่งยากและคุณรู้สึกแย่ นี่คือเวลาสำหรับการสร้างมโนภาพ คิด และคาดหวังในเชิงบวก

Fill your mind with light, happiness, hope, feelings of security and strength, and soon your life will reflect these qualities.

จงเติมเต็มจิตใจคุณด้วยแสงสว่าง ความสุข ความหวัง ความรู้สึกปลอดภัยและความเข้มแข็งและในไม่ช้าชีวิตของคุณก็จะสะท้อนให้เห็นคุณสมบัติดังกล่าว

Reading inspiring quotes uplifts the mind.

การอ่านข้อคิดที่กระตุ้นแรงบันดาลใจ จะช่วยยกระดับจิตของคุณ

Repeating inspiring quotes during the day, helps to cope better with every situation that arises.

การย้ำทวนข้อคิดคำคมระหว่างวัน ช่วยให้เราควบควมสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้

The power of positive thinking is like a car with a powerful engine that can take you to the summit of a mountain.

อำนาจของความคิดเชิงบวกก็เหมือนกับรถยนต์ที่มีเครื่องยนต์กำลังแรงซึ่งสามารถนำคุณขึ้นไปถึงยอดเขาได้

จงเฝ้าระวังความคิดของท่าน

.......... เพราะมันจะกลายเป็นคำพูด.......... เพราะมันจะกลายเป็นการกระทำ.......... เพราะมันจะกลายเป็นนิสัย.......... เพราะมันจะกลายเป็นบุคลิก

จงเฝ้าระวังบุคลิกของท่าน .......... เพราะมันจะกลายเป็นชะตากรรม

มีความคิดหลักแหลมใช้ได้ สิ่งดีๆกำลังรอคุณอยู่นะ ผมขอแนะนำให้อ่านบทความเรื่องต่อไป คือ มันจะเปลี่ยนวิถีชีวิตของคุณเลยล่ะ
ดูดูแล้วคุณเป็นคนดีนะ ฉลาดด้วย“กฎแห่งการดึงดูด” รับรองว่า

จงเฝ้าระวังคำพูดของท่าน

จงเฝ้าระวังการกระทำของท่าน

จงเฝ้าระวังนิสัยของท่าน

ให้มีความคิดเชิงบวก จงอย่าให้ความสำคัญกับความรู้สึกเกียจคร้าน หรือความปรารถนาในเชิงลบ เช่นการเลิกล้ม ลาออก ยอมแพ้ ฯลฯ ถ้าคุณมีความอุตสาหะพยายามคุณก็จะสามารถเปลี่ยนแปลงวิธีคิดในจิตใจคุณได้

ทันทีที่ความคิดเชิงลบเข้ามาในจิตใจคุณ คุณต้องรู้เท่าทันมัน และพยายามแทนที่ด้วยความคิดที่สร้างสรรค์ ความคิดเชิงลบจะพยายาม เข้าครอบงำจิตใจของคุณอีก และคุณก็ต้องแทนที่มันด้วยความคิดเชิงบวกอีก เหมือนกับว่าถ้ามีรูปภาพสองรูปอยู่ตรงหน้าคุณ และคุณต้องเลือกที่จะดูเพียงภาพหนึ่งภาพใดและไม่ดูอีกภาพหนึ่ง ในที่สุดความมุ่งมั่นจะทำให้จิตของคุณคิดเชิงบวกและไม่ใส่ใจกับความคิดเชิงลบ ในกรณีที่คุณรู้สึกมีแรงต้านภายในเมื่อพยายามแทนที่ความคิดเชิงลบด้วยความคิดเชิงบวก จงอย่ายอมแพ้ แต่จงพยายามเพ่งไปที่ความคิดที่เป็นประโยชน์ ความดี และความสุขไม่ว่าสภาพแวดล้อมในปัจจุบันของคุณจะเป็นอย่างไรก็ตาม จงคิดในแง่บวก จงหวังเฉพาะผลหรือสถานการณ์ที่คุณพึงพอใจ และสภาพแวดล้อมก็จะเปลี่ยนไปตามนั้น มันอาจจะต้องใช้เวลาอยู่บ้างสำหรับการเปลี่ยนแปลงแต่ในที่สุด มันก็จะเป็นไปตามที่คุณปรารถนาอีกวิธีหนึ่งที่นำมาใช้ได้ก็คือการตอกย้ำความคิด ความเชื่อ ซ้ำแล้วซ้ำอีก มันเป็นวิธีซึ่งเหมือนกับการสร้างมโนภาพเชิงสร้างสรรค์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ผู้เขียน : khunsuphot หน่วยงาน : สพท.สป.2

รู้จักความคิดเชิงบวก

โดยปกติแล้วความคิดเชิงลบจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ง่ายกว่า เพราะธรรมชาติของคนเรานั้นพร้อมจะมองเห็นความบกพร่องมากกว่ามองเห็นข้อดี
ในขณะที่ความคิดเชิงบวก ต้องอาศัยมุมมองและการคิดที่ลึกกว่านั้น ไม่ใช่การคิดชั้นเดียวจากการเห็นแล้วสรุปความเลยว่าสิ่งนั้นไม่ดี แต่ต้อง มาจากมุมมองที่เชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น(โดยเฉพาะเรื่องไม่ดี)ย่อมมีประโยชน์หรือความดีแฝงอยู่ด้วยเสมอ
ดังนั้น การมองโลกเชิงบวก (positive thinking) จึงหมายถึงการมองสิ่งต่างๆอย่างเข้าใจ ยอมรับได้ในด้านลบ มองปัญหา ความทุกข์ ความไม่ราบรื่นเป็นเรื่องธรรมดา หากรู้จักเลือกใช้ประโยชน์จากด้านบวกที่แฝงอยู่จากสิ่งนั้นๆ ได้ เหตุการณ์บางอย่าง เราไม่สามารถเลือกได้ว่าจะให้เกิดหรือไม่ให้เกิด แต่เมื่อเกิดขึ้นไปแล้ว เราเลือกได้ว่าจะมองและรู้สึกกับมันอย่างไร
ศ.ดร.นายแพทย์วิทยา นาควัชระ นักจิตวิทยาผู้เชี่ยวชาญ กล่าวให้ความรู้ในเรื่องดังกล่าวว่า มุมมองของคนเรานั้นมีทั้งด้านบวก ด้านลบ หรือมองแล้วเฉยๆไม่รู้สึกอะไร (zero) ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพื้นฐานจิตใต้สำนึกของแต่ละคน
"จิตของมนุษย์เป็นเหมือนก้อนหินลอยน้ำ แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือจิตสำนึกหรือความรู้ตัว เป็นส่วนที่โผล่พ้นน้ำมี 5 เปอร์เซ็นต์ กับอีกส่วนหนึ่งคือจิตใต้สำนึก เป็นส่วนใต้น้ำที่มีมากถึง 95 เปอร์เซ็นต์ มาจากการสะสมประสบการณ์ชีวิต ความคิด ความรู้สึกเอาไว้ทั้งลบและบวก"
แต่คนเรามักจำเรื่องลบเอาไว้มากกว่า คนไทยเลี้ยงลูกด้วยการตำหนิ กลัวชมแล้วเหลิง หรือไม่ก็ชมไม่เป็น มักนำไปเปรียบเทียบกับคนอื่นๆ หรือด่าว่าด้วยถ้อยคำรุนแรง สิ่งเหล่านี้จะถูกเก็บไว้ในจิตใต้สำนึก เมื่อเติบโตขึ้น เวลาเราคิดถึงอะไรก็คิดติดลบตลอดเวลา และรู้สึกว่าตนเองได้รับความรักไม่เพียงพอ แม้จะอยู่กับผู้คนมากมาย แต่ประสบการณ์ชีวิตทำให้รู้สึกว่ามีคนรักตนเองน้อย จึงเหงา ว้าเหว่ ไม่เชื่อมั่น ไม่ภาคภูมิใจในตนเอง" ทั้งหมดนี้จึงเป็นพื้นฐานสำคัญและที่มาของความคิดเชิงลบในที่สุด

พลังของความคิด

กายกับใจนั้นเป็นสิ่งที่แยกออกจากกันไม่ได้เหมือนเหรียญที่มีสองด้าน แน่นอนว่าการมีร่างกายที่เจ็บป่วยอาจทำให้ใจห่อเหี่ยวแต่ใจที่ป่วย จากการคิดร้าย มีแต่ความเคียดแค้นเกลียดชังก็นำมาซึ่งโรคทางกายได้เช่นเดียวกัน ทางการแพทย์เรียกว่า Psychosomatic disorder หรือ การเจ็บป่วยทางกายอันเนื่องมาจากจิตใจ ดังที่มีคำกล่าวที่ว่า "จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว"
การมองโลกในด้านลบ ไม่เพียงแต่ทำให้จิตใจร้อนรุ่มกระวนกระวายเท่านั้น หากยังส่งผลกระทบให้สมองส่วนล่างเกิดการเปลี่ยนแปลงในทางลบ คือ ฮอร์โมนความเครียดหลั่ง หัวใจเต้นเร็ว ความดันเลือดสูง กรดในกระเพาะสูง ภูมิต้านทานต่ำลง
ในขณะที่การมองด้านบวก จิตจะสั่งการสมองส่วนล่างด้วยคำสั่งอีกชุดหนึ่ง คือทำให้ฮอร์โมนความสุขหลั่ง หัวใจเต้นช้าลง ความดันเลือดลดลง หายใจช้าลง และภูมิต้านทานสูงขึ้น
ดังนั้น การควบคุมจิตใจ อารมณ์ ความรู้สึกให้มีแต่เรื่องดีๆ จึงเท่ากับเป็นการให้ข้อมูลต่อจิตใต้สำนึกของตัวเอง ซึ่งหมายถึงการควบคุมระบบประสาทอัตโนมัติ ระบบฮอร์โมน และระบบภูมิต้านทานให้เป็นไปทางที่จะทำให้สุขภาพดีโดยทางอ้อมนั่นเอง
การมองโลกเชิงบวก จะช่วยให้ชีวิตมีความหวังแม้ว่าพบพานอุปสรรคใหญ่หลวง ถือว่าเป็นการหาดีในเลว หาโอกาสในวิกฤติ ซึ่งอาจทำให้เราได้รับประสบการณ์ใหม่ๆที่ไม่มีทางได้รับจากชีวิตที่ราบเรียบก็เป็นได้
นายแพทย์เบอร์นี เอส.ซีเกล ผู้เขียนหนังสือเรื่อง "ชนะโรคร้ายด้วยหัวใจสู้" (Love medicine and Miracle) ได้กล่าวไว้ว่า "ภาวะทางจิตใจมีผลโดยตรงอย่างฉับพลันกับสภาพทางกาย แต่เราสามารถเปลี่ยนแปลงสภาพทางกายได้โดยการจัดการกับวิธีคิด ถ้าเราปล่อยให้ใจเราจมอยู่กับความผิดหวัง ร่างกายก็จะได้รับแต่ "สัญญาณความตาย" แต่ถ้าเราต่อสู้กับความเจ็บป่วยและหาแนวทางแก้ไข ร่างกายก็จะได้รับ "สัญญาณความต้องการอยู่รอด" แล้วระบบภูมิคุ้มกันก็จะเริ่มทำงาน ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น"

หลักการมองโลกเชิงบวก

ก่อนที่คุณจะเรียนรู้ถึงวิธีคิดเชิงบวก ลองถามตัวเองดูก่อนว่าคุณอยากเป็นคนที่มีความสุขมากกว่านี้ไหม หรือกำลังมีความทุกข์เพราะความคิดของตัวเองตลอดเวลาหรือเปล่า หากคำตอบคือ "ใช่" นั่นคือหัวใจสำคัญของการฝึกฝน เพราะ "ความตั้งใจ" เท่านั้นที่จะทำให้การฝึกหัดวิธีคิดกลายเป็นผลสำเร็จได้

บันไดขั้นที่ 1 : มองตัวเองว่าดี
การที่คนเราจะมองโลกหรือมองคนอื่นในแง่ดีได้ ต้องมาจากพื้นฐานที่มองและเชื่อว่าตัวเองดีเสียก่อน ขั้นตอนเพื่อการมองตัวเองว่าดี มีดังต่อไปนี้
- หาข้อดีของตนเอง ลองสำรวจพิจารณาข้อดีของตนเอง(ไม่ใช่การเข้าข้างตัวเอง) อาจเป็นความดีเล็กๆน้อย เช่น พาคนแก่ข้ามถนน ช่วยลูกนกที่ตกต้นไม้ ฯลฯ เพื่อให้เกิดความรักและความภาคภูมิใจในตัวเอง
- ถ่อมตัว การมองเห็นความดีของตนเองนั้นมีไว้เพื่อบอกตัวเราเองให้เกิดความพอใจในตัวเอง รักตัวเอง แต่ไม่ใช่เพื่อข่มหรือคุยทับคนอื่น การถ่อมตัวจึงเป็นอีกคุณสมบัติหนึ่งที่พึงจะมีควบคู่กัน
- นอกจากจะรู้จุดแข็ง(ข้อดี)แล้ว ยังควรต้องสำรวจจุดอ่อนของตนเองด้วย เมื่อเรายอมรับได้ว่านั่นคือข้อบกพร่องของเราจริงๆ ก็จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้ในที่สุด
- เพิ่มความดี แม้จะรู้ว่าตนมีข้อดีในด้านใดบ้าง ก็ไม่ควรหยุดตัวเองไว้เพียงเท่านั้น แต่ควรเพิ่มคุณสมบัติอื่นๆที่ดีให้มากยิ่งขึ้น อาจเริ่มต้นโดยการตั้งเป้าหมายเป็นข้อๆว่าคุณอยากจะทำอะไรดีๆเพิ่มขึ้นบ้าง แล้วค่อยๆฝึกฝนไปทีละข้อ

บันไดขั้นที่ 2 : มองคนอื่นว่าดี
เมื่อผ่านบันไดขั้นแรกมาแล้ว จะทำให้เราเริ่มตระหนักว่าคนทุกคนล้วนแต่ไม่สมบูรณ์ ย่อมมีข้อบกพร่องมากน้อยแตกต่างกันออกไป (แม้แต่ตัวเราก็ยังมีข้อเสีย) ดังนั้น การมีชีวิตที่มีความสุขจึงหมายถึงการอยู่ร่วมกันโดยเลือกมองและใช้ประโยชน์จากความดีที่ผู้อื่นมีอยู่ โดยไม่ใช่การเสแสร้ง แต่มองเห็นความดีของเขาจริงๆ

บันไดขั้นที่ 3 : มองสิ่งที่เหลืออยู่ ไม่ใช่สิ่งที่ขาดหาย
เมื่อเกิดปัญหาหรืออุปสรรคต่างๆขึ้น ลองมองความทุกข์หรือปัญหานั้นเป็นเรื่องธรรมดา เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้วย่อมกลับไปแก้ไขไม่ได้ แต่เราสามารถนำมาพิจารณาได้ว่าในวิกฤติที่เราพบนั้นมีข้อดีอะไรแฝงอยู่หรือจะใช้ประโยชน์จากปัญหานั้นได้อย่างไรบ้าง เช่น ผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งรู้สึกว่า รักตัวเองมากขึ้น เลิกทำอะไรไร้สาระ แล้วหันมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาจิตใจมากขึ้น เช่น ฝึกสมาธิ ช่วยเหลืองานการกุศล เป็นต้น

บันไดขั้นที่ 4 : หมั่นบอกตัวเอง
ขึ้นชื่อว่าเป็นความคิดก็มักจะอยู่กับเราไม่นาน แต่ความคิดก็มักเป็นต้นทางและบ่อเกิดของการกระทำ ดังนั้น เราจึงจำเป็นต้องทำให้ความคิดดีๆอยู่กับเราตลอดเวลา เช่น บอกตัวเองว่าเป็นคนเก่งทุกครั้งที่ทำอะไรสำเร็จ แม้จะเป็นเพียงความสำเร็จเล็กน้อย บอกตัวเองว่าเพื่อนร่วมงานก็เป็นคนดีคนหนึ่งแม้เขาจะมีข้อบกพร่องอีกหลายอย่าง บอกตัวเองว่าเราโชคดีที่ได้ทำงานยากๆแม้ค่าตอบแทนจะน้อยแต่ก็ทำให้เราได้ประสบการณ์ที่หาไม่ได้ง่ายๆ ฯลฯ

บันไดขั้นที่ 5 : ใช้ประโยชน์จากคำว่าขอบคุณ
เคยมีคำสอนจากอาจารย์เซนท่านหนึ่งกล่าวว่า เมื่อต้องพบเจอเรื่องร้าย จงยิ้มแล้วกล่าวคำว่าคำขอบคุณ เพราะนั่นคือบททดสอบที่ดีของการมีชีวิตที่เข้มแข็ง หากมีคนด่าว่าคุณ แทนที่จะโต้ตอบ การกล่าวคำว่าขอบคุณ แทนที่จะโต้ตอบ จะช่วยลดท่าทีความรุนแรงลงได้เกือบทั้งหมด ทั้งยังทำให้บุคคลนั้นแปลกใจ และอาจกลับไปพิจารณาพฤติกรรมของตัวเองได้โดยที่คุณไม่ต้องพูดอะไรสักคำหากเราตั้งสติ และพินิจพิเคราะห์อุปสรรคต่างๆอย่างมากพอ เราจะรู้สึกขอบคุณต่อข้อขัดข้องเหล่านั้น อย่างน้อยมันก็ทำให้เราเรียนรู้ที่จะเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น เข้าใจจากความผิดพลาดว่าสิ่งใดไม่ควรทำ (แม้ยังไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรจึงจะสำเร็จก็ตาม) และช่วยให้รอบคอบมากขึ้นเพื่อไม่ผิดพลาดซ้ำอีก
โธมัส อัลวา เอดิสัน เคยบอกกับผู้ช่วยของเขาในระหว่างการทดลองประดิษฐ์หลอดไฟฟ้าว่า " เราไม่ได้ล้มเหลวจากการทดลอง 700 กว่าครั้งที่ผ่านมา แต่เรากำลังเรียนรู้มากขึ้นเรื่อยๆ อย่างน้อยเราก็รู้แล้วว่า มี 700 วิธีที่ไม่ควรทำ และใกล้จะพบคำตอบแล้ว "

ความผิดพลาดจึงเป็นบันไดขั้นสำคัญในการเรียนรู้ หากรู้จักใช้ประโยชน์ ก็ไม่ถือว่าสูญเปล่า
การมองโลกในแง่ดี จึงเป็นอีกหนึ่งวิธีคิดเพื่อการใช้ชีวิตที่มีความสุข ที่เริ่มต้นง่ายๆได้จากตัวคุณนี่เอง

10 วลีทรงพลัง เพื่อคนคิดบวก Ten Powerful Phrases for Positive People - Rich DeVos

1.“ฉันผิดเอง” (I am wrong) ริช เดอโวส ระบุว่า “ฉันผิดเอง” เป็นคำพูดที่ช่วยเปลี่ยนทัศนคติตัวเราได้ดีที่สุด เนื่องจากคนส่วนใหญ่มักไม่ยอมรับว่าตัวเองทำผิด โดยเฉพาะเมื่อต้องยอมรับผิดต่อหน้าคนอื่น เจ้าตัวแนะว่า เราทุกคนต้องเรียนรู้ที่จะยอมรับว่าตัวเองผิด แค่เอ่ยคำว่า “ฉันผิดเอง คุณทำถูกแล้วล่ะ” เพียงเท่านี้ก็จะช่วยให้สัมพันธภาพดีขึ้น ช่วยให้การเจรจาต่างๆเดินไปข้างหน้า หรือยุติการโต้แย้งที่กำลังเกิดขึ้น
“ฉันผิดเอง” ยังเป็นคำพูดที่แปรเปลี่ยนศัตรูให้กลายเป็นมิตร แม้การยอมรับว่า “ฉันผิดเอง” จะลดความน่าเชื่อถือของคุณในบางสถานการณ์ลงก็ตาม
2. “ฉันขอโทษ ” (I am sorry) หลายๆครั้งที่การกล่าวถ้อยคำสั้นๆนี้เป็นเรื่องยาก แต่การกล่าวคำนี้ให้เป็นนิสัยเป็นสิ่งคุ้มค่า เพราะโดยธรรมชาติมนุษย์มักปกป้องตัวเอง มักคิดว่าตัวเองถูกเสมอ แต่พอเอ่ยคำนี้ออกมาจะรู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากอกการกล่าวคำว่า “ขอโทษ”
แสดงถึงว่าคุณปรารถนาจะกลับมาสานต่อความสัมพันธ์กับบุคคลที่เป็นคู่กรณีกับ คุณการกล่าว “ขอโทษ” ต้องออกจากส่วนลึกจริงๆ ความรู้สึกนี้ยังเกิดขึ้นพร้อมๆกับการแสดงออกทั้งสีหน้าและแววตา ไม่ใช่กล่าวแบบขอไปที เพื่อให้จบๆลงเท่านั้น
ผมเองใช้คำว่า “ขอโทษ” ทั้งชีวิตส่วนตัวและการทำงาน ยกตัวอย่างเวลาที่เรามีโปรโมชั่นแรงๆและสินค้าไม่พอขาย เพียงกล่าวคำคำนี้ จากหนักจะกลายเป็นเบาทันที ทุกคนพร้อมจะให้อภัยคุณ
3.”คุณทำได้” (You can do it) ริช ระบุว่า...ผู้คนจำนวนมากไม่เคยลองทำอะไรเลยเพราะกลัวความล้มเหลว กลัวว่าตัวเองไม่มีชั่วโมงบินมากพอ กลัวเสียงวิพากษ์วิจารณ์ หรือหัวเราะเยาะ สำหรับคนเหล่านี้ ริช แนะนำว่า “ตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน แล้วก็ลงมือได้เลย คุณทำได้!” แน่นอนเมื่อได้ยินคำว่า “คุณทำได้” จะสร้างความมั่นใจให้เกิดขึ้นได้ไม่มากก็น้อย
4. “ฉันเชื่อมั่นในตัวคุณ” (I believe in you) เป็นคำพูดที่ต่อเนื่องจาก “คุณทำได้” (คุณทำได้...ฉันเชื่อมั่นในตัวคุณ) ต่างกัน ที่เป็นคำพูดที่แสดงถึงความรู้สึกลึกๆ เป็นคำพูดสำหรับผู้นำที่ใช้พูดเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ พ่อแม่ที่ส่งต่อความรู้สึกนี้กับลูกๆหรือเจ้านายที่มีต่อลูกน้องที่กำลังเจออุปสรรคและต้องการความช่วยเหลือ
เราสามารถแสดงให้เห็นถึงความ “เชื่อมั่น” ได้ง่ายๆ อาทิ การเปิดโอกาสให้เพื่อนร่วมงานได้แสดงความสามารถ แม้จะรู้ดีว่าสิ่งที่เสนอมานั้นอาจมีความผิดพลาดเกิดขึ้น
5.“ฉันภูมิใจในตัวคุณ” (I am proud of you) เพียงเราเปล่งคำนี้ จะพบว่ามีอานุภาพสูงมากในการสร้างขวัญกำลังใจให้ผู้ฟัง คำพูดที่ว่า “พ่อภูมิใจในตัวลูก” หรือ “ผมภูมิใจในตัวคุณ” “ผมภูมิใจในความสำเร็จของคุณ” เป็นการให้กำลังใจที่ดีมากโดยปกติแล้วคนไทยเราไม่ค่อยชมเชยผู้อื่นด้วยคำพูดนี้เท่าไหร่นัก
6. คำว่า “ขอบคุณ” (Thank you) ริช ระบุว่า เป็นคำที่ทุกๆคนอยากได้ยิน และทุกคนสามารถกล่าวได้อย่างไม่ตะขิดตะขวง เรากล่าวคำขอบคุณกับผู้ให้บริการ หรือผู้ที่ทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดให้เรา กล่าวกับผู้ที่ชมเชยเรา ผู้ที่มีน้ำใจ หรือมีเมตตาต่อตัวเรา แม้ว่าจะเป็นเพียงเรื่องเล็กๆ น้อยๆ
ริช เดอโวส ตั้งข้อสังเกตว่า บ่อยครั้งที่เราใช้เวลานานมากกว่าจะเปล่งคำคำนี้ออกมาสักครั้ง แต่ใช้เวลาเดี๋ยวเดียวในการต่อว่าผู้อื่น บางทีเรามัวแต่นึกถึงและยุ่งอยู่กับตัวเอง จนลืมขอบคุณผู้อื่น

7. “ฉันต้องการคุณ” (I need you) เป็นอีกคำที่มีอานุภาพยิ่งสำหรับคนคิดบวก เพราะบ่งบอกถึงการยอมรับในความสามารถผู้อื่น เป็นคำที่สำคัญมากสำหรับผู้นำ จะ เห็นว่าผู้นำหลายๆคน เมื่อมีตำแหน่งสูงขึ้นเพียงใดยิ่งมองไม่เห็นความสำคัญของผู้มีตำแหน่งต่ำ กว่า ทั้งที่ในความเป็นจริง ไม่มีทางที่เราจะนำพาองค์กรไปสู่ความสำเร็จได้โดยลำพัง เมื่อคุณกล่าวคำคำนี้ออกมา จะเป็นการสร้างบรรยากาศเชิงบวกให้เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในบ้านหรือที่ทำงาน
8. “ฉันวางใจในตัวคุณ” (I trust you) ความสำเร็จที่ได้รับขึ้นอยู่กับเราได้มอบความไว้วางใจให้กับใครสักคน ว่าจะสามารถทำงานให้บรรลุเป้าหมาย และไว้ใจได้ว่าจะรักษาสัญญาที่ให้ไว้ เราจำเป็นต้องไว้วางใจเพื่อนร่วมงาน ครอบครัว รวมไปถึงชุมชน ในสังคมที่ไม่มีความไว้วางใจซึ่งกันและกัน จะเดินหน้าต่อไปไม่ได้
ความไว้วางใจเป็นคุณสมบัติสำคัญของการเป็นผู้นำเช่นกัน เมื่อมีคุณสมบัตินี้ ใครๆก็อยากเป็นเหมือนคุณ อยากเป็นเพื่อนคุณ อยากปฏิบัติตามคุณ อยากทำธุรกิจหรือร่วมลงทุนกับคุณ ริช ระบุไว้ในหนังสือว่า กฎทองของคำคำนี้ คือ จงปฏิบัติต่อผู้อื่นเหมือนที่อยากให้ผู้อื่นปฏิบัติกับคุณ

9. “ฉันเคารพคุณ” (I respect you) คุณจะได้รับความเคารพกลับมาก็ต่อเมื่อให้ความเคารพผู้อื่น “ฉันเคารพคุณ” จึงเป็นคำพูดที่ทั้ง “ให้” และ “รับ” จากผู้อื่น การเคารพยังเป็นการแสดงออกที่ซ่อนเร้นได้ยาก และสามารถรับรู้ได้โดยสัญชาตญาณ
ริช กล่าวว่า ในช่วงที่เป็นผู้นำองค์กร เขาคิดว่าการเคารพผู้อื่นเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ความรู้พื้นฐานทางธุรกิจและวิธีการดำเนินองค์กรจะมีค่าน้อยทันที หากคุณไม่เคารพคนที่คุณทำงานด้วย ถ้าพวกเขาไม่เคารพคุณ เท่ากับคุณไม่ใช่คนที่เป็นผู้นำ “เราทุกคนล้วนต้องการเป็นที่เคารพ ถ้าคุณต้องการความเคารพ ผมแนะนำให้คุณเริ่มต้นด้วยการเคารพผู้อื่นก่อน ” ริช เดอโวส ระบุเอาไว้

10. “ฉันรักคุณ” (I love You) เป็นคำพูดทรงพลังที่โอบกอดทุกคนไว้ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกต่อคนรัก ครอบครัว หรือ หมู่เพื่อนสนิท เป็นคำพูดที่ผู้ฟังรู้สึกอบอุ่นมากกว่า “ฉันวางใจในตัวคุณ” หรือ “ฉันเชื่อมั่นในตัวคุณ” เป็นคำที่ใช้พูดกับคนที่คุณรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ การพูดว่า “ฉันรักคุณ” เป็นย่างก้าวสำคัญสำหรับทุกๆคน

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ มีคำคำไหนที่ตัวผมใช้มากที่สุด คำว่า “ขอโทษ” เป็นคำที่ใช้ทั้งส่วนตัว และชีวิตประจำวัน แต่ถ้าในการทำงานในแอมเวย์ ประเทศไทย มีทั้ง I trust you ที่แสดงถึงความไว้เนื้อเชื่อใจในเพื่อนร่วมงาน หรือ I am proud of you ที่บ่งบอกถึงความภูมิใจ และใช้กันบ่อยๆในโลกขายตรง

ข้อสังเกตของผม ก็คือ คนไทยมักไม่ค่อยเอ่ยคำว่า I love you เหมือนสังคมตะวันตก ทั้งที่เป็นคำที่มีความหมายล้ำลึกยิ่ง เพราะความรักไม่ได้จำกัด เฉพาะสามีภรรยา คนหนุ่มสาว เพื่อนร่วมงาน ยังมีสิ่งอื่นๆ ที่เราสามารถแสดงซึ่งความรักได้ ไม่ว่าจะเป็นความรักต่อแผ่นดินเกิด หรือความรักที่มีต่อ ประเทศชาติ

นี่ถ้าเรารักผืนแผ่นดินเกิด รักประเทศไทยของเรามากกว่านี้ คงไม่ต้องมานั่งเสียใจ ไม่ต้องมาสร้างความปรองดองเหมือนที่เกิดขึ้นในขณะนี้

ปรีชา ประกอบกิจ

คำคมเพื่อความคิดบวก

เขาว่ากันว่า คำคมเพียงไม่กี่พยางค์ ไม่กี่คำ อาจช่วยเตือนสติเราจากหลุมพรางของชีวิตได้ เห็นจะจริง เพราะคำคมส่วนใหญ่ทั้งของไทยและต่างประเทศ ทั้งของภาษาอังกฤษ ภาษาไทยหรือภาษาไหนๆ คำคมโดนๆ เหล่านั้นล้วนเกิดจากกระบวนการรวบรวมประสบการณ์อย่างยาวนาน และ สื่อสารออกมาเป็นคำ เป็นประโยคสั้นๆ สื่อสารให้กับลูกหลานได้รับรู้ บ้างก็สื่อสารมาทางคำพูด บ้างก็สื่อสารมาเป็นหนังสือ บ้างก็สื่อสารมาเป็นหนัง เรารวมคำคมโดนๆ ทั้งของไทยและเทศมาให้เพื่อนๆ ชมแล้ว ในเวอร์ชั่นไทยและภาษาอังกฤษ เชิญอ่านตามอรรถยาศัย

"The secret of success in life is to be ready for your opportunity when it comes."
- - Benjamin Disraeli - -
ความลับของความสำเร็จคือเตรียมตัวให้พร้อมอยู่ เสมอสำหรับโอกาสที่มาถึง

"You get the best out of others when you give the best of yourself."
- - Harvey Firestone - -
"คุณจะได้รับสิ่งที่ดีที่สุดของคนอื่น เมื่อคุณได้ให้สิ่งที่ดีที่สุดของคุณไป"

"If you always do what interests you, then at least one person is pleased."
- - Katherine Hepburn - -
ถ้าคุณลงมือทำในสิ่งที่คุณสนใจอยู่ เสมอ อย่างน้อยจะมีคนคนหนึ่งที่พอใจ

"Only two things are infinite, the universe and human stupidity,
and I'm not sure about the former."
- - Albert Einstein - -
มีเพียงสอง สิ่งเท่านั้นที่หาที่สิ้นสุดไม่ได้ สิ่งหนึ่งคือจักรวาล และอีกสิ่งคือความโง่เขลาของมนุษย์ ทว่าฉันไม่แน่ใจว่าจักรวาลจะเป็นเช่นนั้น

"Life remains the same until the pain of remaining the same
becomes greater than the pain of change."
- - Anonymous - -
ชีวิตจะ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงจนกระทั่งความเจ็บปวดจากความนิ่งเฉย จะมากกว่าความเจ็บปวดจากการเปลี่ยนแปลง

"He who loses money, loses much; He who loses a friend, loses more; He who loses faith, loses all."
- - Anonymous - -
เขา..ผู้ สูญสิ้นทรัพย์สินไป
เขา..สูญเสียมากเหลือเกิน
เขา..ผู้สูญสิ้น เพื่อนไป
เขา..สูญเสียมากกว่า
เขา..ผู้สูญสิ้นความศรัทธา
เขา..ผู้ นั้น.. สูญเสียยิ่งกว่าใครๆ

"The determined man finds the way, the other finds an excuse or alibi."
- - Anonymous - -
ผู้ที่แน่วแน่และมุ่งมั่นจะหาหนทางแก้ปัญหา ในขณะที่คนอื่นจะหาหนทางแก้ตัว

"The only thing in life achieved without effort is failure."
- - Anonymous - -
มี เพียงสิ่งเดียวในชีวิตที่จะสามารถพิชิตได้โดยไม่ต้องใช้ความพยายามมากมายคือ ความล้มเหลว

"Some dream of worthy accomplishments, while others stay awake and do them."
- - Anonymous - -
บาง คนฝันที่จะประสบความสำเร็จอย่างสวยหรู ในขณะที่บางคนกำลังลงมือกระทำ

"No bird soars too high if he soars with his own wings."
- - William Blake - -
ไม่มีนกตัวใดบินสูงเกินไปถ้ามันบินด้วยปีก ของมันเอง

"Obstacles are those frightful things you see
when you take your eyes off your goals."
- - Anonymous - -
อุปสรรค คือสิ่งที่น่าตกใจก็ต่อเมื่อคุณไม่ได้มองไปที่จุดหมายปลายทาง

"Advice is like snow; The softer it falls the longer it dwells upon,
and the deeper it sinks into, the mind."
- - Samuel Taylor Coleridge - -
คำแนะนำเหมือนหิมะที่โปรยปรายลงมา ยิ่งบางเบาเพียงใดก็ยิ่งแตะเพียงเปลือกนอก และยิ่งหนักหนาเท่าใดก็ยิ่งลึกถึงความรู้สึกเท่านั้น

"There is nothing either good or bad but thinking makes it so."
- - W.Shakespeare - -
ไม่มีสิ่งใดๆในโลกที่ดีหรือเลว มีแต่ความคิดของเราเท่านั้นที่ทำให้เกิดความดีและความเลว

"Great minds discuss ideas; Average minds discuss events;
Small minds discuss people."
- - Anonymous - -
จิตใจที่ยิ่ง ใหญ่วิพากย์วิจารณ์ความคิด จิตใจสามัญวิพากวิจารณ์เหตุการณ์ แต่จิตใจที่ต่ำต้อยนั้นวิจารณ์เพียงผู้คน

"Life is a big canvas and you should throw all the paint you can on it."
- - D.Kaye - -
ชีวิตเหมือนภาพเขียนขนาดใหญ่และคุณควรจะใช้สีทั้ง หมดที่คุณมีสร้างสรรค์มันขึ้นมา

"Forgive your enemies, but never forget their names."
- - J.F.Kennedy - -
จง ยกโทษให้แก่ศัตรูของคุณ แต่อย่าลืมชื่อของพวกเขาเป็นอันขาด

"The only man who never makes mistakes is the man who never does anything."
- - T.Roosevelt - -
คนที่ไม่เคยทำผิดคือคนที่ไม่ได้ทำอะไรเลย

"If you want to increase your success rate,double your failure Rate."
- - T.Watson Jr (Founder of IBM) - -
ถ้าคุณต้องการประสบความ สำเร็จมากขึ้นหนึ่งเท่าตัว จงเพิ่มความล้มเหลวเป็นสองเท่าตัว

"Even a Step back can be fatal."
- - W.Brudzinski - -
แม้ แต่การก้าวถอยหลังก็อาจถึงแก่ชีวิตได้

"Imagination is more important than knowledge."
- - Albert Einstein - -
จินตนาการ สำคัญกว่าความรู้ที่มี

"The reward of a good thing well done is to have it done."
- - Ralph Waldo Emerson - -
รางวัล ของสิ่งที่เรียกว่ายอดเยี่ยมคือการได้สร้างมันขึ้นมา

"You see things and you say, 'Why?'!But I dream things that never were; and I say, 'Why not?"
- - George Bernard Shaw - -
คุณ เห็นบางสิ่งบางอย่าง คุณจะพูดว่า"ทำไม" ในขณะที่ฉันได้เห็นความฝันของฉันซึ่งไม่เคยเป็นไปได้ ฉันพูดว่า "ทำไมถึงไม่มีสิ่งนั้นล่ะ"

"Do what you can, with what you have, where you are."
- - Theodore Roosevelt - -
ทำในสิ่งที่คุณสามารถจะทำได้ พร้อมกับสิ่งที่คุณมีและที่ที่คุณอยู่

"Freedom is nothing else but a chance to do better."
- - Albert Camus - -
อิสรภาพ ไม่ใช่อะไรอย่างอื่นเลย หากแต่คือโอกาสที่จะทำสิ่งต่างๆให้ดีขึ้น

"The future belongs to those who believe in the beauty of their dreams."
- - Eleanor Roosevelt - -
อนาคตเป็นของคนที่เชื่อในความฝันของ ตัวเองเท่านั้น

"God gives every bird it's food, But He does not throw it into it's nest".
- - Anonymous - -
พระ เจ้ามอบอาหารให้แก่นกทุกตัว แต่ไม่เคยโยนอาหารให้ถึงรังของนกเหล่านั้น

"When life is giving you a hard time, try to endure and live through it.
You must never run away from a problem.
Convince yourself that you will survive and get to the other side."
- - Margaret Ramsey * British literary agent - -
เมื่อคุณเห็นการมีชีวิตเป็นสิ่ง ที่หนักหนาสาหัส ลองพยายามอดกลั้นและต่อสู้กับมัน จงอย่าวิ่งหนีต่อปัญหาใดๆที่คุณเผชิญอยู่ และเชื่อใจในตัวเองว่าสองมือของคุณสามารถทำให้คุณฝ่าฟันช่วงวิกฤตและผ่านมัน ไปได้

"There is Nothing so Sweet as Love's Young Dreams!"
- - Anonymous - -
ไม่มีสิ่งใดจะหอมหวาน เท่ากับความฝันในวัยเยาว์

"First say to yourself what you would be, and then do what you have to do."
- - Epictetus (55-135 C.E.) - -
สิ่งแรกที่ต้องทำคือตั้งใจกับตัวเอง และลงมือทำ

"A person who lives right, and is right, has more power in their silence
than another has by words."
- - Phillips Brook - -
บุคคลที่มีชีวิต อยู่อย่างถูกต้องและเหมาะสมแม้อยู่ในความเงียบก็แลมีอำนาจกว่าผู้อื่น

"Life is like a box of choclates."
- - F.Gump - -
ชีวิตก็เหมือนกล่องใส่ชอกโกแลตที่มีหลากหลาย สีสันและรสชาติ

"Glory in life is not in never failing, But rising each time we fail."
- - Anonymous - -
ความ สำเร็จในชีวิตไม่ใช่การที่ไม่เคยพ่ายแพ้ หากแต่เพิ่มขึ้นทุกครั้งที่ล้มลง

"It is never too late to be what you might have been."
- - George Eliot - -
ไม่เคยมีคำว่าสายเกินไปที่จะเป็นในสิ่งที่ คุณอยากจะเป็น

"Do not be too timid and squeamish about your actions. All life is an experiment."
- - Ralph waldo Emerson - -
อย่าขาดความมั่นใจในตัวเอง และตระหนกตกใจในสิ่งที่คุณทำ ทุกๆสิ่งคือประสบการณ์

"Learn from the mistakes of others.
You can't live long enough to make them all yourself."
- - Anonymous - -
จงเรียนรู้จากความ ผิดพลาดของผู้อื่นเพราะเราไม่สามารถเรียนรู้ความผิดพลาดนั้นได้ทั้งหมดใน ช่วงชีวิตของเราเอง

"This year's success was last year's impossibility."
- - Anonymous - -
ความสำเร็จของ ปีนี้ คือสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ในปีที่ผ่านมา

"Who never made a mistake never made a discovery."
- - Soren Kierkegaard - -
คนที่ไม่เคยกระทำผิดคือคนที่ไม่ได้ค้นหาสิ่ง ใด

"Praise the bridge that carried you over."
- - George Colman - -
จงขอบคุณสะพานที่ให้คุณเดินข้ามมา

"To follow, without halt, one aim: There is the secret of success."
- - Anna Pavlova - -
เคล็ดลับของความสำเร็จคือการเดินทางอย่าง ต่อเนื่องไปสู่จุดมุ่งหมาย

"Our deeds determine us, as much as we determine our deeds."
- - George Eliot - -
การกระทำตัดสินเราเท่าๆกับที่เราตัดสินใจกระทำ

"The difference between the impossible and the possible
lies in a man's determination."
- - Tommy Lasorda - -
เส้นบางๆ ที่คั่นระหว่างความเป็นไปได้และความเป็นไปไม่ได้คือการตัดสินใจของเรา

"If you don't stand for something, you'll fall for anything."
- - Anonymous - -
ถ้าคุณไม่อดทนต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง คุณก็จะล้มหลวในทุกๆสิ่ง

"It is not fair to ask others what you are not willing to do yourself."
- - Eleanor Roosevelt - -
ไม่ยุติธรรมเลยที่คุณจะขอร้องให้คนอื่นทำในสิ่ง ที่คุณไม่ต้องการทำ

"A wise man will make more opportunities than he finds."
- - Francis Bacon - -
คนที่ฉลาดคือคนที่สร้างโอกาสมากกว่าที่เขาหาได้

"We write our own destiny. We become what we do."
- - Madame Chiang Kai-Shek - -
ตัวเราเองที่กำหนดพรหมลิขิตและเราจะเป็น ในสิ่งที่เราได้กระทำ

"Well done is better than well said."
- - Ben Franklin - -
การลงมือทำดีกว่าคำ พูดที่สวยหรู

"Life moves pretty fast...if you don't stop to look around once in a while, you might miss it."
- - Ferris Bueller, "Ferris Bueller's Day Off" - -
ชีวิตผ่านไป อย่างรวดเร็ว ถ้าคุณไม่หยุดและมองไปรอบๆบ้าง คุณอาจจะพลาดบางอย่างไป

Nobody has Wisdom if he does not know the Dark.
- - H.Hesse - -
ไม่มีใครฉลาดโดยปราศจากการได้รู้จักความโง่เขลามาก่อน

"Great minds must be ready not only to take opportunity, but to make them."
- - Colton - -
ความคิดที่ยิ่งใหญ่ไม่ใช่แต่เตรียมพร้อมต่อ โอกาส แต่ยังพร้อมที่จะลงมือทำ

"Do or do not; there is no try."
- - Yoda - -
การตัดสินใจที่จะทำหรือไม่ทำ ไม่ต้องใช้พยายามแต่อย่างใด

"He who knows little often repeats it."
- - Thomas Fuller - -
ใครที่รู้ อะไรเพียงนิดหน่อยก็มักจะคุยโวถึงมัน

"Wealth is like Sea Water:The more you drink the more thirsty you get."
- - A.Schopenhauer - -
ความร่ำรวยเปรียบเหมือนน้ำทะเล ยิ่งดื่มมาเท่าไหร่ก็ยิ่งกระหายมากขึ้นเท่านั้น

"Progress always involves risk. You can't steal second with your foot on first."
- - Fredrick Wilcox - -
พัฒนาการจะมีเรื่องของความเสี่ยงมา เกี่ยวข้องด้วยเสมอ คุณจะไม่สามารถขโมยเบสสอง ได้เลย ถ้าเท้ายังแตะเบส 1 อยู่

"You don’t get harmony when everybody sings the same note."
- - Doug Floyd - -
คุณจะไม่สามารถหา ความกลมกลืนได้ เมื่อทุกคนร้องเพลงด้วยโน้ตตัวเดียวกัน

"Thinking: The talking of the soul with itself."
- - Plato - -
การคิด คือ การพูดของวิญญาณกับตัวมันเอง

"Nature is as complex as it need to be.... and no more."
- - Albert Einstein - -
ธรรมชาติซับซ้อนเท่าที่มันจำเป็น...ไม่มากกว่า นั้น

Heaven never helps the men who will not act.
- - Henry Bergson - -
สวรรค์ไม่ช่วยคนเกียจคร้าน

Move out man! Life is fleeting by.
Do something worthwhile, before you die.
Leave behind a work sublime,
that will outlive you and time.
- - Alfred A. Montepert - -
อันชีวิตคนเรา ช่างสั้นนัก
ต้องรู้จักทำประโยชน์ก่อนจะสาย
ทิ้งไว้เป็นอนุสรณ์หลัง ความตาย
มีความหมายคงอยู่ ตลอดไป

Seize the day. Make your lives extraordinary.
- - From The Dead Poets Society - -
ทำวันนี้ให้ดีที่สุด แล้วชีวิตคุณจะไม่ธรรมดา

Only those who dare to fail greatly can ever achieve greatly.
- - Robert F. Kennedy - -
คนที่กล้าจะจะพ่ายแพ้เท่านั้น ที่จะประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่

It is only in adventure that some people succeed in knowing themselves--in finding themselves.
- - Andr Gide - -
มีแต่ในการผจญภัย เท่านั้น ที่บางคนประสบความสำเร็จในการรู้จักตัวเอง นั้นคือ การค้นพบตัวเอง

If we do not find anything very pleasant, at least we shall find something new.
- - Voltaire - -
ถึง แม้ว่าเราจะไม่พบสิ่งที่พอใจ อย่างน้อย เราก็จะได้เจอสิ่งใหม่ๆ

You can fool all the people some of the time, and some of the people all the time,
but you cannot fool all the people all the time.
- - Abraham Lincoln - -
คุณหลอกคนทุกคนได้ในบางเวลา และหลอกบางคนได้ตลอดเวลา แต่ คุณไม่สามารถหลอกทุกคนได้ตลอดเวลา

Beware of small expenses; a small leak will sink a great ship.
- - Benjamin Franklin - -
จงระวังสิ่งเล็กๆ น้อยๆ เช่น รอยรั่วเล็กๆ อาจจะทำให้เรือใหญ่ล่ม

You know you're old when the candles cost more than the cake.
- - Bob Hope - -
คุณจะรู้ว่าคุณแก่ตัวก็ต่อเมื่อเทียนที่ต้องจุดในงานวันเกิดแพงกว่า เค้กวันเกิด

Age does not protect you from love. But love, to some extent, protects you from age.
- - Jeanne Moreau - -
อายุป้องกันคุณจากความรักไม่ได้ แต่ความรัก ในจำนวนที่พอเหมาะ ปกป้องคุณจากอายุได้

When you go in search of honey you must expect to be stung by bees.
- - Kenneth Kaunda - -
เมื่อคุณต้องการน้ำผึ้ง คุณต้องรู้ว่า คุณจะถูกผึ้งต่อย

If men cease to believe that they will one day become gods then they will surely become worms.
- - Henry Miller - -
เมื่อมนุษย์เลิกเชื่อว่าวันหนึ่งเค้าจะกลาย เป็นพระเจ้า เมื่อนั้น เค้าจะเป็นแค่หนอนตัวหนึ่งเท่านั้น

The ripest peach is highest on the tree.
- - James Whitcomb Riley - -
ลูกพีชที่สมบูรณ์ที่สุดอยู่สูงที่สุดบนต้น

And he that strives to touch the stars,
Oft stumbles at a straw.
- - Edmund Spenser - -
คนที่พยายามจะสัมผัสดวงดาว มักจะพลาดกับสิ่งเล็กน้อย

It takes two flints to make a fire.
- - Louisa May Alcott - -
ต้องใช้หินถึง 2ก้อนถึงจะเกิดไฟได้

We boil at different degrees.
- - Ralph Waldo Emerson - -
คนเรามีจุดเดือดไม่เท่ากัน

Let not the sun go down upon your wrath.
- - Ephesians 4:26 - -
อย่าให้พระอาทิตย์ตกลงไปพร้อมกับความโกรธของคุณ

The best and most beautiful things in the world cannot be seen or even touched.
They must be felt with the heart.
- - Helen Keller - -
สิ่งที่ดีและสวยงามที่สุดในโลก มองไม่เห็นและจับต้องไม่ได้ แต่จะรู้สึกได้จากหัวใจ

Remember to always dream. More importantly to make those dreams come true and never give up.
- - Dr. Robert D. Ballard - -
จง ฝันอยู่เสมอ ที่สำคัญมากไปกว่านั้นคือ ทำความฝันนั้นให้เป็นความจริง และอย่ายอมแพ้

Keep your eyes on the stars, and your feet on the ground.
- - Theodore Roosevett - -
สาย ตาจับจ้องที่ดวงดาว และเท้ายังคงติดดิน

There is a magnet in your heart that will attract true friends. That magnet is unselfishness,
thinking of others first. When you learn to live for others, they will live for you.
- - Paramahansa Yogananda - -
มีแม่เหล็กอยู่ในหัวใจของคุณ ซึ่งจะดึงดูดมิตรแท้ แม่เหล็กชนิดนี้คือ ความไม่เห็นแก่ตัว
และการคิดถึงคนอื่นก่อน เมื่อคุณเรียนรู้ที่จะอยู่เพื่อคนอื่น พวกเขาก็จะอยู่เพื่อคุณ

 

พฤติกรรมมนุษย์ (Human Behaviour)

พฤติกรรมมนุษย์ (Human Behaviour ) พฤติกรรม หมายถึง กิริยาอาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับมนุษย์หรือที่มนุษย์ได้แสดง หรือปฏิกิริยาที่เกิ...